Mobile 2.0 : เมื่อสมาร์ทโฟนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ราว 20 กว่าปีก่อน โลกได้รู้จักคอนเซ็ปต์ของ “เวิร์ล ไวด์ เว็บ” เป็นครั้งแรก เว็บไซต์สมัยนั้นไม่ได้มีความสามารถอะไรนอกจากการแสดงผลภาพนิ่งกับตัวอักษร “เว็บ 1.0” (Web 1.0) ดังกล่าวช่วยเปิดหูเปิดตาให้กับผู้ที่โชคดีได้มีโอกาสสัมผัสเป็นอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทวีป สามารถรับส่งอีเมลหาสู่กันได้ และทำให้คำใหม่ ๆ อย่าง “ไซเบอร์สเปซ” (cyberspace) และ “ทางด่วนข้อมูล” (information superhighway) เริ่มตบเท้าเดินเข้าสู่การรับรู้ของผู้คน

“เว็บ 2.0” (Web 2.0) เกิดขึ้นเมื่อราว 10 กว่าปีถัดมา เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารได้รับการพัฒนาขึ้น ประกอบกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเริ่มมีราคาเป็นมิตร เว็บจึงเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่เป็นการสื่อสารทางเดียว มาเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างเจ้าของเว็บกับผู้เข้าชม หรือระหว่างผู้เข้าชมเว็บด้วยกันเอง ผลลัพธ์ที่เราคุ้นเคยก็เช่น เว็บบอร์ด และสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก รวมถึงเว็บไซต์สำหรับเก็บและแบ่งปันภาพดิจิทัลอย่างฟลิคเกอร์ (Flickr) ซึ่งได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น (ช่างภาพคนไทยอาจคุ้นกับ “มัลติพลาย” (Multiply) มากกว่า ซึ่งใช้คอนเซ็ปต์เดียวกัน แต่ปัจจุบันปิดให้บริการแล้ว)

กำเนิด “โมบาย 1.0” (Mobile 1.0)

1
สมาร์ทโฟน + แอปพลิเคชัน = Mobile 1.0

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาหลังเว็บ 2.0 กลับไม่ใช่เว็บ 3.0 แต่เป็นการเปลี่ยนแพลตฟอร์มใหม่จากเว็บบนเดสก์ท็อปไปสู่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน กล่าวคือ เว็บไซต์แต่เดิมได้รับการออกแบบมาสำหรับใช้งานบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปกับแล็ปท็อป ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แต่เมื่อแอปเปิลได้เปิดตัวไอโฟนเวอร์ชันแรกเมื่อ ค.ศ. 2007 และกูเกิลเปิดตัวระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ในปีถัดมานั้น ตลาดสมาร์ทโฟนก็เริ่มบูมสุดขีด สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงจากค่ายต่าง ๆ ถูกวางจำหน่ายและอัปเกรดเป็นรายปี ส่วนฮาร์ดแวร์ภายในก็ถูกพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น มีความเร็วและประสิทธิภาพเทียบเท่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เราคุ้นเคย ตลอดจนมีผู้พัฒนาหน้าใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูงมีราคาถูกลงจนทุกคนจับต้องได้

ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เสริมให้สมาร์ทโฟนได้รับความนิยมก็คือแอปพลิเคชันจากบรรดาผู้ผลิตน้อยใหญ่ ที่ออกมาเพื่อให้เราได้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ราคาแพงได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อของ ค้นหาร้านอาหารที่ชอบ และการแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พัฒนาแอปบางรายได้พยายามอย่างยิ่งยวดในการ “ตรึง” ผู้ใช้ให้อยู่กับแอปของตนให้นานที่สุด หรือเข้าเข้าใช้ให้บ่อยครั้งที่สุด ยกตัวอย่าง ไลน์ที่ถูกพัฒนาจากการเป็นเพียงแอปแช็ททั่ว ๆ ไป ให้กลายมาเป็นประหนึ่ง “ประตู” (portal) ที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการอื่นที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องเรียกแอปอื่น ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อของ รับชมข่าวสาร และดูทีวี ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ทำให้กล่าวได้ว่า แอปพลิเคชันได้ทำหน้าที่เว็บไซต์แล้วอย่างสมบูรณ์

“โมบาย 2.0” (Mobile 2.0) สร้าง S Curve ใหม่ด้วยนวัตกรรม

2
อุปกรณ์สวมใส่จะเป็นตัวช่วยเกี่ยว S Curve ของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนให้เดินต่อไปได้

เห็นได้ว่า สูตรสำเร็จของโมบาย 1.0 คือ สมาร์ทโฟน + แอปพลิเคชัน ซึ่งดูเหมือนจะเข้าใกล้จุดอิ่มตัวมากขึ้นทุกที เห็นได้จากผู้คนมีแนวโน้มเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นรุ่นใหม่ช้าลง จากเดิมทุกสองปีเป็นนานกว่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ไม่มีสิ่งสร้างแรงจูงใจมากพอ และปริมาณแอปในแอปสโตร์ทั้งไอโอเอสและแอนดรอยด์ที่มีปริมาณล้นเกินความต้องการ เมื่อตัวแปรทั้งสองเริ่มสั่นคลอง ผู้คนจึงเริ่มมองว่านวัตกรรมหรือแพลตฟอร์มใดจะสามารถเข้ามาเป็นตัวแทนของ โมบาย 2.0 ซึ่งเทคโนโลยีอยู่กับตัวเราตลอดเวลา

ผู้ท้าชิงแรกคือ อุปกรณ์ไอทีสวมใส่ (wearable device) ซึ่งถูกมั่นหมายมาตั้งแต่เริ่มว่าจะสามารถเข้ามาแทนที่สมาร์ทโฟน แต่ในความเป็นจริงแล้วอุปกรณ์ดังกล่าวเพียงเข้ามาเสริมความสามารถของสมาร์ทโฟนเท่านั้น ยกตัวอย่าง คุณสมบัติการนับก้าวเดินที่สมาร์ทโฟนทั่วไปก็สามารถทำได้ผ่านแอป แต่หากเราสวมสมาร์ทวอชอยู่ด้วยก็จะทำให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติม อาทิ ปริมาณแคลลอรี่ที่ถูกเผาผลาญ และอัตราการเต้นหัวใจ อุปกรณ์ไอทีสวมใส่จึงยังไม่มีศักยภาพสูงพอที่จะทำงานแทนสมาร์ทโฟนที่มีเส้นทางการพัฒนาที่ยาวไกลกว่าได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก

แต่หากเรามองอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ในรูปแบบ “ระบบ” ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์หลายชิ้นทำงานร่วมกันก็อาจเป็นการสร้างมูลค่าและกระตุ้นต่อมอยากได้ของผู้บริโภคให้มากขึ้นก็เป็นได้ ยกตัวอย่าง อุปกรณ์เซ็ตหนึ่งที่ประกอบด้วยแว่นตาอัจฉริยะ นาฬิกาข้อมือไฮเทค หูฟัง หรือกระทั่งเสื้อผ้าที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ ทั้งหมดนี้สามารถรับคำสั่งด้วยเสียงของผู้สวมใส่ มีระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (Artificial Intelligence : AI) ที่สามารถเข้าใจความต้องการของเจ้าของ สามารถแนะนำและสนองความต้องการได้อย่างฉับไวไม่ว่าจะถูกถามอะไร และทำงานเข้ากันดีกับสมาร์ทโฟนที่มีอยู่ โซลูชันแนวตั้งแบบนี้น่าจะช่วยให้อุปกรณ์สวมใส่ทำงานเข้ากันกับไลฟ์สไตล์ไฮเทคของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งกล้าสามารถอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไป แต่ต้องมีอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อด้วย Alexa ของแอมะซอนคือตัวอย่างอันยอดเยี่ยมที่ทำให้การสั่งด้วยเสียงและตอบด้วยเอไอเป็นไปได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ด้วยการทำงานร่วมกับอุปกรณ์อย่าง Tap, Echo และ Echo Dot อีกทั้งยังมีแผนขยายฐานไปยังอุปกรณ์ของบริษัทอื่นด้วย เช่นเดียวกับกูเกิลโฮม ลำโพงที่ผู้ใช้สามารถสั่งการด้วยเสียงผ่านระบบ Assistant เอไอของค่าย และเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Alexa นอกจากสองค่ายเหล่านี้ ก็มีบริษัทอื่นให้ความสนใจด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง ซัมซุงที่ได้เปิดตัว Bixby ผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะมาช่วยให้เราใช้สมาร์ทโฟนกาแล็กซี่เอสแปดได้อย่างสะดวกสบายผ่านการสั่งด้วยเสียง ส่วนไลน์ ผู้พัฒนาแอปแช็ทที่เราคุ้นเคยกันดี ก็เพิ่งประกาศว่ากำลังพัฒนา Clova ซึ่งย่อมาจาก cloud virtual assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่วางแผนเปิดให้บริการในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นภายในปีนี้

3
ซ้าย – กูเกิลโฮม ขวา – แอมะซอน Alexa สองคู่แข่งลำโพงอัจฉริยะ

เทคโนโลยีวีอาร์/เออาร์ก็ดูเหมือนจะสามารถต่อยอดประสบการณ์โมบายได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ภายใต้รูปแบบที่แตกต่างกันไป โดยแทนที่จะเป็นการเสริมประสานด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ เออาร์และวีอาร์จะเป็นการยกระดับการสื่อสารระหว่างผู้บริโภคกับเนื้อหาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นไปอีก จากเดิมที่เราเสพโลกออนไลน์ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน คราวนี้เราสามารถเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้แบบ 360 องศา ซึ่งผู้พัฒนาหลายค่ายก็เล็งเห็นถึงศักยภาพของการบริโภคเนื้อหาดังกล่าว จึงได้วางขายอุปกรณ์ที่ผู้ใช้สามารถถ่ายรูปได้รอบตัว และโพสต์ลงโซเชียลมีเดียได้อย่างสะดวก อาทิ Gear 360 จากซัมซุง และ Theta S จากริโก้

4
กล้องถ่ายภาพ 360 องศา คืออุปกรณ์ใหม่ที่มาเสริมสร้างประสบการณ์บนโลกออนไลน์

สรุป

โมบายก็เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นที่มีจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้น จุดสูงสุดสิ่งใหม่กลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ และจุดขาลงที่เริ่มไม่สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ผลิตได้อีกต่อไป เหมือนกับกราฟรูปตัวเอสซึ่งในตอนนี้เทคโนโลยีโมบายก็กำลังอยู่ในโค้งตัวเอสด้านบนที่ปลายเส้นกำลังห้อยตกลงมา เพราะฉะนั้น สิ่งที่บริษัทในวงการนี้กำลังพยายามทำอย่างยิ่งก็คือ การหานวัตกรรมที่จะมาช่วยเกี่ยวเส้นดังกล่าวให้พุ่งขึ้นอีกครั้ง นั่นคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และกระตุ้นความต้องการจากตลาดด้วยแนวคิดใหม่และนวัตกรรม

ยินดีต้อนรับสู่ยุค “โมบาย 2.0” ครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s