Microsoft ใต้เงาซีอีโอใหม่

หากพูดถึง Microsoft ร้อยทั้งร้อยคงนึกถึงระบบปฏิบัติการ Windows อันเป็นสินค้าหลักที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทมานาน เช่นเดียวกับ Office ชุดซอฟต์แวร์ทำงานที่ได้รับการพัฒนาโดยมี Windows เป็นรากแก้วที่สำคัญ เมื่อเกี่ยวก้อยกันแล้ว ซอฟต์แวร์คู่นี้จึงได้กลายมาเป็นฐานรากของคอมพิวเตอร์พีซีแทบทุกเครื่องบนโลกใบนี้ ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทมานาน และก็ยังเป็นเช่นเดิมในปัจจุบัน เห็นได้จากยอดรายรับและผลกำไรของบริษัทยังมาจากผลิตภัณฑ์ในภาคส่วนนี้ถึง 2 ใน 5 และ 3 ใน 4 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม Microsoft ยุคใหม่ ภายใต้การนำของ Sataya Nadella ซีอีโอเชื้อสายอินเดีย ได้ค่อย ๆ ขยับปรับโฟกัสจากผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมไปสู่พื้นที่ใหม่ในสามภาคธุรกิจ ได้แก่ การประมวลผลระบบคลาวด์บน Azure การสยายปีกการพัฒนาฮาร์ดแวร์คุณภาพสูงสำหรบผู้บริโภคภายใต้แบรนด์ Surface และการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (artificial intelligence) ให้สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัดเจนนับจากซีอีโอคนดังกล่าวเข้ารับตำแหน่งเมื่อสามปีที่แล้ว

และในวันนี้ผมจะนำเสนอภาพรวมของทั้งสามธุรกิจดังกล่าวให้ทุกท่านได้รับทราบ เพื่อจะได้เห็นทิศทางของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของโลกแห่งนี้ และอนาคตของอุตสาหกรรมว่ากำลังจะมุ่งไปในทิศทางใด

อนาคตอยู่บนก้อนเมฆ

1
Azure แพลตฟอร์มบนกลุ่มเมฆของ Microsoft

บริการคลาวด์คืออนาคตของโลกเทคโนโลยีโดยไม่ต้องสงสัย เพราะทุกวันนี้เราใช้บริการลักษณะดังกล่าวอยู่ทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว อาทิ อีเมล และพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์อย่าง Google Drive และ Dropbox รวมถึงการบริการสตรีมมิ่งเพลงและภาพยนตร์ก็คือเป็นบริการคลาวด์ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะข้อมูลถูกเก็บและประมวลผลจากเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ไกลออกไป แน่นอนว่าการลงทุนพัฒนาเซิร์ฟเวอร์ลักษณะนี้ด้วยตนเองจะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล หลายบริษัทจึงเลือกที่จะเช่าบริการจากผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง Amazon ที่มี Amazon Web Services (AWS) IBM หรือ Microsoft ที่มี Azure เป็นแบรนด์หลัก ภาคธุรกิจคลาวด์ในปัจจุบันจึงมีการแข่งขันอย่างรุนแรง

ปัจจุบัน แม้ว่า Azure จะยังไม่ใหญ่ไม่โตเทียบเท่า AWS แต่หากนับรวมบริการบนเว็บอย่าง Office 365 และแอปพลิเคชันภาคธุรกิจอื่นก็จะพบว่าทั้งคู่มีขนาดคู่คี่สูสีมากเลยทีเดียว โดยรายงานผลประกอบการของ Microsoft ไตรมาสสาม ประจำปีงบประมาณ 2560 (สิ้นสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2560) ระบุว่าภาคธุรกิจคลาวด์และผลิตภัณฑ์ Office สำหรับกลุ่มองค์กรมีรายรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) ขณะที่ภาคธุรกิจคลาวด์กับผลิตภัณฑ์ Office สำหรับผู้บริโภคทั่วไปมีรายรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 สะท้อนจากยอดผู้เป็นสมาชิก Office 365 ที่มีมากถึง 26 ล้านรายทั่วโลก เช่นเดียวกับรายรับของบริการคลาวด์กับผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ขณะที่ Azure มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 93 จึงคาดว่าภาคธุรกิจนี้ของ Microsoft จะมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การลงทุนระบบคลาวด์ย่อมต้องใช้เงินลงทุนมากมายมหาศาล ด้วยเหตุนี้ Microsoft จึงยังไม่สามารถทำกำไรจาก Azure ได้มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นจะพบว่า Azure ยังกินส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะ AWS ที่สามารถสร้างผลกำไรให้ Amazon ได้มากถึงร้อยละ 30 ในไตรมาสที่แล้ว แม้ว่า Azure จะยังไม่สามารถทำได้ดีเท่า แต่เมื่อผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับในวงกว้างกว่าเมื่อเวลาผ่านไป ประกอบกับการอัปเกรดซอฟต์แวร์ดั้งเดิมให้เป็นอยู่บนคลาวด์ ก็คาดว่าจะช่วยให้ Azure มีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นในท้ายที่สุด

ฮาร์ดแวร์สุดไฉไล

2
Surface Laptop สุดยอดแล็ปท็อปจาก Microsoft

ที่ผ่านมา Microsoft ยังรุกตลาดฮาร์ดแวร์หนักมากอย่างเห็นได้ชัดด้วยซีรีส์ Surface เริ่มจาก Surface Pro แท็บเล็ตกึ่งแล็ปท้อปที่ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูง อีกทั้งยังได้กลายมาเป็นต้นแบบของพีซีแบบทูอินวันได้กับผู้ผลิตค่ายอื่น นอกจากนี้ยังมี Surface Book และ Surface Studio แล็ปท็อปไฮบริดและเดสก์ท็อปราคาเรือนแสนที่แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้เห็นในเมืองไทย แต่ก็เรียกเสียงฮือฮาได้มากเมื่อได้รับการเปิดตัวในต่างประเทศ อีกทั้งยังมี Surface Hub กระดานดิจิทัลขนาดใหญ่สำหรับออฟฟิศยุค 4.0 และล่าสุดกับ Surface Laptop แล็ปท็อปสไตล์ดั้งเดิมที่ถูกดีไซน์ให้บางเบาเทียบชั้น MacBook โดยมาพร้อมกับ Windows 10 S ที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในสถานศึกษาเป็นสำคัญ

แต่ฮาร์ดแวร์ที่จัดว่าเป็นนวัตกรรมโดยแท้คือ HoloLens แว่น AR (Augmented Reality) ที่สามารถฉายภาพวัตถุดิจิทัลให้ซ้อนทับกับวัตถุในโลกจริง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักออกแบบและนักวิจัย ที่สามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการสร้างสรรค์ชิ้นงานได้ตามต้องการ รวมถึงผู้บริโภคที่สามารถเสพเนื้อหาออนไลน์และสื่อสารกับผู้อื่นผ่านอินเทอร์เฟสเฉพาะ (ปัจจุบันมีเวอร์ชัน developer วางขายแล้วในราคา 3,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณแสนต้น ๆ)

3
อนาคตแบบนี้ เป็นไปได้ด้วย HoloLens

AI ที่สุดของเทคโนโลยียุคหน้า

4
Cortana ผู้ช่วยดิจิทัลจาก Microsoft ขับเคลื่อนด้วย AI อัจฉริยะ

อย่างไรก็ดี Microsoft หวังลึก ๆ ว่า HoloLens จะเป็นอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคใช้ในการเข้าถึงบริการ AI ของบริษัท โดยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้มีการฟอร์มทีมพัฒนาเทคโนโลยี AI ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากแผนกอื่นที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ทีมวิจัยดั้งเดิมที่ประกอบด้วยนักวิจัยกว่าพันชีวิต ไปจนถึงทีมวิศวกรผู้อยู่เบื้องหลัง Bing เสิร์ชเอ็นจิ้นของบริษัท และด้วยความต้องการแข่งขันในสมรภูมิ AI นี่เองที่ทำให้ Microsoft ตัดสินใจซื้อกิจการ LinkedIn ด้วยมูลค่ากว่าสองหมื่นหกพันล้านเหรียญ เพราะข้อมูลระดับบิ๊กดาต้าของผู้ใช้บริการที่อยู่ในนั้นสามารถนำมาใช้ในการฝึกสอน AI ให้ฉลาดและสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ดีขึ้น

น่าสนใจว่า Microsoft ได้นำ AI ไปผนวกเข้ากับ Azure ด้วยเช่นกัน โดยที่ผ่านมาบริษัทได้นำเสนอบริการ Cognitive Services ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็น API ที่ผู้พัฒนาสามารถนำไปผูกใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนที่อยู่บน Azure เพื่อให้ “ฉลาด” และมีความสามารถมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการระบุภาษาของผู้พูด การรู้จำใบหน้า และการเข้าถึงฐานข้อมูลงานวิจัยต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งการเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถนำผลิตภัณฑ์ AI ไปใช้ได้เลยแบบนี้นับว่าเป็นการสร้างกระแสการรับรู้ทางอ้อมให้กับผู้ที่จะมาเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญในอนาคต

สรุป

แม้ว่า Nadella จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับ Microsoft เป็นอย่างมากในช่วงสามปีตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง แต่แน่นอนว่าทุกทางเดินย่อมมีขวากหนาม Azure ยังนับว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับ AWS ของ Amazon ซึ่งเป็นกุนซือด้าน operation จนเป็นที่ยอมรับ และเป็นสิ่งที่ Microsoft ยังขาดประสบการณ์ ส่วน AI นั้นก็ต้องไม่ลืม Google กับ IBM ที่ออกวิ่งไปก่อนล่วงหน้าแล้วหลายปี ส่วนฮาร์ดแวร์นั้นก็มี Apple คู่แข่งรายสำคัญที่มีปรัชญาการพัฒนาสินค้าระดับพรีเมียมอยู่ในสายเลือดมาหลายทศวรรษ และกับ HoloLens นั้นก็ต้องอาศัยแรงหนุนที่ดีทั้งจากผู้ผลิตและนักพัฒนา มิเช่นนั้นก็อาจม้วนเสื่อกลับบ้านไปอย่างน่าเสียดาย

แม้ว่าจะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันความสำเร็จของ Microsoft ยุคใหม่นี้ แต่การเปลี่ยนแปลงโลกเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยบังคับให้บริษัทไม่สามารถพึ่งพาตลาดพีซีเหมือนเมื่อก่อนได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ การทดลองแหย่งขาออกมาข้างหนึ่งจากคอมฟอร์ตโซนก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการเสี่ยง… หรือไม่ใช่?

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s