5 เทคโนโลยีเด่น ปี 2018

ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เข้ามา ดูเหมือนว่าสิ่งที่มีความเคลื่อนไหวรวดเร็วไม่แพ้เวลาก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งปี 2018 นับว่ามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นแนวโน้มนวัตกรรมมากมายที่เริ่มเข้ามามีผลกับชีวิตประจำวันทีละน้อย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฮม ที่ปัจจุบันมีอุปกรณ์มากมายเข้าสู่ตลาด Machine Learning ซึ่งเริ่มมีการนำมาประยุกต์ใช้ในมิติที่บางครั้งเราอาจคาดไม่ถึง การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ที่สามารถพลิกโฉมหน้าการทำธุรกิจ เงินสกุลดิจิทัลที่สามารถใช้เป็นช่องทางใหม่ของการทำธุรกรรม และ QR Code ระบบการชำระเงินล่าสุด ที่อาจทำให้เงินสดลดความสำคัญลงไป

สมาร์ทโฮม นิยามใหม่ของคำว่า “บ้าน”

สมาร์ทโฮม ระบบบ้านอัจฉริยะที่คนใฝ่ฝัน

สมาร์ทโฮม คือบ้านที่ภายในมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเชื่อมโยงกับระบบเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน และเจ้าของบ้านสามารถสามารถสั่งการผ่านโมบายแอพพลิเคชัน ได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองมากขึ้นเนื่องจากมีผู้เล่นระดับยักษ์ของโลกมากมายเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น Nest บริษัทลูกของ Alphabet ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกตลาดอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ด้วยเครื่องควบคุมอุณหภูมิและอุปกรณ์ตรวจจับควัน ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัว Hello กริ่งประตูที่มีกล้องพร้อมด้วยระบบรู้จำใบหน้า และ Amazon ผู้พัฒนาลำโพง Echo ที่มาพร้อมกับผู้ช่วยดิจิทัล Alexa ทำให้สามารถสั่งให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นด้วยเสียง ก็ได้เปิดตัว Key ที่อนุญาตให้คนส่งสินค้าของบริษัทสามารถเข้าไปส่งของในบ้านแม้เจ้าของไม่อยู่ แต่สามารถติดตามจากบนสมาร์ทโฟนได้ผ่านกล้อง Cloud Cam ที่เชื่อมกับระบบล็อคประตู

แม้จะมีการแข่งขันมากมายเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าตลาดสมาร์ทโฮมจะยังมีขนาดเล็ก ผลการสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดย Insurance Quotes สหรัฐอเมริกา ระบุว่าปัจจุบันมีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 16.3 เท่านั้นที่พักอาศัยอยู่ในสมาร์ทโฮม ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Gen X ที่ค่อนข้างมีฐานะ ไม่ใช่คน Gen Y ซึ่งมีแนวโน้มชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ เพราะอาจมีฐานะทางการเงินยังไม่มั่นคงพอ สะท้อนให้เห็นว่าอุปสรรคสำคัญคือ “ต้นทุน” การติดตั้งที่ยังสูงนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ต้นทุนไม่ใช่ความท้าทายเดียวที่ตลาดนี้เผชิญ เพราะ “การรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้และระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม” ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ยังคงเป็นที่ถกเถียง ยกตัวอย่างบริการ Amazon Key ที่ต้องอาศัยความไว้วางใจอย่างมาก จึงอนุญาตให้คนแปลกหน้าเปิดประตูเข้ามาส่งของในบ้านได้ แล้วไหนจะปัญหาแฮคเกอร์ตีนแมว ซึ่งพร้อมจะแฮคกลอนประตูไฮเทคเข้ามาขโมยทรัพย์สินไปอย่างง่ายดาย ซ้ำร้ายผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีหลายรายต่างลงความเห็นตรงกันว่าแอพพลิเคชันและระบบที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมนั้น สามารถพัฒนาให้ไร้ช่องโหว่ได้ยากกว่าแอพพลิเคชันบนมือถือทั่วไปซะอีก

แต่อุปสรรคดังกล่าวก็ไม่ได้หยุดยั้งการเติบโตของอุปกรณ์สมาร์ทโฮมแต่อย่างใด เพราะเมื่อปี 2016 บ้านที่ถูกรีโนเวทใหม่ในสหรัฐอเมริกากว่าร้อยละ 45 ได้ติดตั้งอุปกรณ์สมาร์ทโฮมเข้าไปด้วย ขณะที่ผลการสำรวจโดยบริษัทวิจัย HIS Markit คาดว่าตลาดอุปกรณ์ดังกล่าวในอเมริกาเหนือจะขยายขึ้น 2 เท่า จาก 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2017 ไปอยู่ที่ราว 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2021 สอดคล้องกับบทวิเคราะห์โดย Insurance Quotes ที่ระบุว่ายอดผู้อยู่อาศัยในสมาร์ทโฮมจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35.6 ภายในปี 2021 หรือคิดเป็น 35 ล้านครัวเรือนจากทั้งหมด 123 ล้านครัวเรือนทั่วสหรัฐอเมริกา

Machine Learning อัจฉริยะเกิดจากการเรียนรู้

Apple ได้นำ Machine Learning มาใช้กับระบบ Face ID

Machine Learning หรือการเรียนรู้ของเครื่อง คือแขนงหนึ่งของระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ชุดข้อมูลขาเข้า เพื่อทำนายผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้เองโดยอาศัยโมเดลทางคณิตศาสตร์ แทนที่จะทำงานตามคำสั่งที่มนุษย์เป็นผู้ป้อนเข้าไปแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาระบบ Machine Learning ที่มีประสิทธิภาพก็คือ “ข้อมูล” และ “ฮาร์ดแวร์ประมวลผล” ที่ยิ่งเยอะยิ่งดี ทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของโลก ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Apple ต่างให้ความสำคัญกับการเก็บเกี่ยวข้อมูลของผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก

ความจริงระบบ Machine Learning ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแนบเนียนมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในระบบคัดกรองอีเมลขยะ หรือการค้นหาผ่านระบบเสิร์ชเอ็นจิ้น แต่ช่วงที่ผ่านมา Google ได้เริ่มนำระบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นเพื่อสร้างความแตกต่าง นั่นคือสมาร์ทโฟน Pixel ที่มาพร้อมกล้องถ่ายภาพที่แสนธรรมดา แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือการทำงานร่วมกับระบบ Machine Learning เพื่อพัฒนาคุณภาพของภาพถ่ายในโหมด Auto HDR+ ในสภาพแสงน้อย โดยเมื่อมีผู้ใช้งานกล้อง Pixel มากขึ้น ก็มีโอกาสที่ระบบจะสามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลจากภาพที่ถูกถ่าย เพื่อนำไปประมวลผลให้ได้ภาพที่มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ระบบ Google Assistant ที่สามารถรับคำสั่งด้วยเสียง ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ Machine Learning ได้เข้ามามีส่วนพัฒนาความสามารถเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังคำสั่งด้วยเสียงที่แม่นยำมากขึ้น สามารถรองรับได้หลายสำเนียงพูด ตลอดจนข้อเสนอที่แฝงตัวไปกับบริการอื่นของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริการแนะนำวิดีโอที่ผู้ใช้งานอาจจะชอบบน YouTube ซึ่งระบบเรียนรู้จากพฤติกรรมการรับชมของเรา หรือการให้คำแนะนำเรื่องเส้นทางจากบ้านไปที่ทำงานที่สะดวกที่สุดบน Google Maps เป็นต้น

ฝั่ง Apple ก็มีการนำระบบ Machine Learning มาใช้ในการสร้างจุดเด่นให้สินค้าเช่นกัน ตัวอย่างชัดเจนคือ ระบบ Face ID บน iPhone X ที่แม้ว่าผู้ใช้จะต้องยอมเสียสละพื้นที่ด้านบนที่เป็นสีดำไปสักเล็กน้อย แต่ก็แลกมากับระบบรู้จำใบหน้าผู้ใช้ที่ว่ากันว่าทรงพลังที่สุดในเวลานี้ เพราะพื้นที่ด้านบนของเครื่องได้รับการติดตั้งกล้องอินฟราเรดและเซ็นเซอร์แสงประสิทธิภาพสูง และทำงานร่วมกับระบบ Machine Learning ในการรู้จำโครงหน้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้แม้ว่าผู้ใช้จะเปลี่ยนทรงผม ไว้หนวด หรือติดเคราปลอม ระบบก็ยังคงทราบว่าใครเป็นเจ้านายของมัน อีกทั้งยังทำงานได้เป็นอย่างดีในสถานที่ที่มีแสงน้อยอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่สามารถเป็นจริงได้เลยหากปราศจากระบบประมวลผลที่สามารถเรียนรู้ข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่ได้ด้วยตัวเอง

Big Data ข้อมูลคืออำนาจ

การวิเคราะห์ข้อมูล Big Data สามารถนำมาซึ่งทางออกสำหรับธุรกิจ

ทุกวันนี้พวกเราทุกคนล้วนผลิตข้อมูลตลอดเวลา ทั้งจากพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียในการกดไลค์ แชร์ หรือคอมเม้นต์ ซึ่งล้วนแต่ทำให้ข้อมูลถูกสร้างขึ้นในปริมาณมหาศาลทั้งในรูปแบบภาพนิ่ง วิดีโอ และข้อความ รวมถึงการใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน เป็นผลให้ข้อมูลในปัจจุบันมีความเป็นพลวัตรและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเทียบไม่ได้กับอดีต

ภาคธุรกิจในปัจจุบันได้เริ่มมีการนำ Big Data ที่กระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ มาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเพื่อคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อไป อาทิ ความต้องการของผู้บริโภค โดยได้มีการนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงใจ ด้วยการวิเคราะห์ถึงต้นตอของเหตุกับปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความต้องการนั้น เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานปัจจุบันและกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การโพสต์รูปหรือข้อความบนโซเชียลมีเดีย และการค้นหาบนเสิร์ชเอ็นจิ้น แล้วนำส่งโปรโมชันที่คาดว่าจะสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะรายชนิด real exclusive หรือ be-spoked

นอกจากประโยชน์ด้านการตลาดและการขาย การวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ยังมีประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร อาทิ การติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับความผิดพลาดในสายการผลิตขนาดใหญ่หรือสายพานขนสินค้า ทำให้สามารถบ่งชี้ข้อผิดพลาดและแก้ไขได้ทันการณ์ หรืออาจนำไปสู่การขจัดคอขวดของระบบงาน เพื่อให้นำไปสู่การจัดส่งสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ Big Data ยังมีประโยชน์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของพนักงาน เพื่อนำมาสู่การพัฒนากลยุทธ์รักษาพนักงานคุณภาพให้อยู่กับองค์กรต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการให้ได้มาซึ่ง Big Data กำลังเป็นสิ่งที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ประเด็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การเก็บข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือกระทั่งการนำเสนอเอกสารชี้แจงเหตุผลประเภท user agreement ที่ใช้ถ้อยคำยืดยาวและกำกวม กำลังเป็นหนึ่งใน “ความเคลื่อนไหวทางสังคม” ที่หลายฝ่ายกำลังจับตา และคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาทางออก เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนในการที่จะปกปิดหรือรวบรวมข้อมูล

เงินดิจิทัล กับดัก หรือทางเลือก?

เงินดิจิทัลที่ไร้ตัวกลางควบคุมจะเป็นทางออกสำหรับการทำธุรกรรมในอนาคตหรือไม่?

เงินดิจิทัล (cryptocurrency) คือ สกุลเงินที่ถูกสร้างโดยระบบคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเด่นคือจะไม่มีตัวกลางอย่างธนาคารแห่งชาติ ทำหน้าที่ควบคุมเหมือนสกุลเงินดั้งเดิม ผู้สร้างสามารถกำหนดปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ การได้มาของเงิน และวิธีการใช้งานตามต้องการ โดยมี blockchain เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังขับเคลื่อนการทำงาน ซึ่งมีจุดเด่นคือข้อมูลทางธุรกรรมจะได้รับการเปิดเผยให้ทุกคนในระบบสามารถเข้าถึงได้

Bitcoin คือเงินดิจิทัลที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวลานี้ เพราะมูลค่าได้พุ่งขึ้นไปกว่า 10,000 ดอลลาร์ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ (ธันวาคม 2017) จากเพียง 950 ดอลลาร์ ในช่วงต้นปีเดียวกัน สาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ในตลาดที่เพิ่มขึ้นทั้งจากบรรดานักเก็งกำไรและบุคคลทั่วไปที่เห็นประโยชน์ของ Bitcoin ในการทำธุรกรรม รวมถึงการส่งสัญญาณเชิงบวกจากสถาบันการเงินหลายแห่ง เช่น ญี่ปุ่นซึ่งอนุญาตให้ใช้ Bitcoin ในการชำระเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีการออกใบอนุญาตการดำเนินธุรกิจแก่ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้เงินดิจิทัลยังไม่ได้รับความเชื่อมั่นในวงกว้างเมื่อเทียบกับเงินสดุลดั้งเดิม สะท้อนให้เห็นจากจำนวนร้านค้าทั่วไปที่รับชำระด้วยสกุลเงินดิจิทัลยังมีอยู่น้อยมาก ขณะที่แต่ละประเทศก็ยังมีแนวทางการกำกับดูแลที่ไม่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น บางประเทศได้มีการส่งสัญญาณเชิงลบและมองว่าอาจเข้ามาสร้างความปั่นป่วนกับเสถียรภาพการเงิน อาทิ ประเทศจีนที่ได้มีการสั่งห้ามกิจกรรมการระดมทุนผ่านสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering : ICO) พร้อมกับสั่งปิดบริษัทที่ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล และเกาหลีใต้ได้ประกาศจะมีมาตรการขั้นเด็ดขาดกับบริษัทที่รับทำธุรกรรมดังกล่าว

ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่มีการรองรับเงินดิจิทัลให้เป็นสกุลเงินที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และประกาศให้ประชาชนระมัดระวังความเสี่ยงจากการถือครอง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาแนวทางการกำกับดูแล ICO ด้วยเห็นประโยชน์ว่าสามารถนำมาใช้เป็นหนึ่งในช่องทางระดมของกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพและธุรกิจเพื่อสังคม ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากประชาชนทั่วไปที่สนใจ โดยไม่ต้องเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ เทคโนโลยี blockchain ก็กำลังเป็นที่สนใจของหน่วยงานกำกับดูแลและภาคธุรกิจ เพราะมีจุดเด่นที่สามารถตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับขั้นตอนการทำงานที่เกี่ยวกับการยืนยันข้อมูลได้เป็นอย่างดี

QR Code เส้นทางสู่สังคมไร้เงินสด

จ่ายเงินง่าย ๆ ด้วย QR Code

ช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างเร่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวบริการพร้อมเพย์ ที่สามารถโอนเงินข้ามธนาคารได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมหากโอนไม่เกิน 5,000 บาท และดำเนินการได้โดยสะดวกเพียงผูกเลขที่บัญชีเข้ากับหมายเลขโทรศัพท์มือถือหรือเลขประจำตัวประชาชน การกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) ไปทั่วประเทศว่า 5.5 แสนเครื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/เดบิต และล่าสุด การชำระเงินผ่านการสแกน QR Code ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดตัว QR Code มาตรฐาน (standard QR Code) ที่ร้านค้า ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการการเงินกลุ่ม Non-bank ทั้งในและต่างประเทศ สามารถนำไปใช้ชำระสินค้าและบริการได้

ประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้รับจากการใช้จ่ายในรูปแบบ e-payment คือ การไม่พลาดโอกาสการขายหากลูกค้ามีเงินสดไม่พอ ช่วยลดต้นทุนในการจัดการดูแลเงินสด ป้องกันการถูกโจรกรรม แล้วยังสามารถนำข้อมูลการใช้จ่ายไปวิเคราะห์ทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า หรือกระทั่งแนะนำให้ลูกค้ากดติดตามเพจของร้านในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์และส่งมอบโปรโมชันที่เหมาะสมต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับนั้น แน่นอนเลยก็คือความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นจากการไม่ต้องพกเงินสด การได้รับสิทธิประโยชน์จากร้านค้า เช่น การได้รับเงินคืนเมื่อจ่ายผ่านระบบ e-payment การจัดทำรายการรับจ่ายเงินที่สะดวกมากขึ้น เพราะข้อมูลทุกอย่างจะถูกบันทึกไว้และสามารถเรียกดูได้จากโมบายแอพพลิเคชัน ทำให้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ต้องการวางแผนการเงินอย่างรัดกุม อีกทั้ง ข้อมูลเงินหมุนเวียนเข้าออกดังกล่าวยังอาจพัฒนาต่อยอดมาเป็นการให้บริการสินเชื่อได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานจะพร้อมเป็นส่วนใหญ่ แต่ความท้าทายสำคัญของการชำระเงินผ่าน QR Code คือ ความเคยชินการใช้เงินสดของผู้บริโภคนั่นเอง ส่วนหนึ่งเพราะประเทศไทยไม่มีปัญหาธนบัตรปลอมระบาดหนักเหมือนกับบางประเทศ ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นแรงขับหนึ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนมาจ่ายเงินผ่าน QR Code เสียให้หมดเรื่องหมดราว จึงทำให้ต้องอาศัยเวลาและความสามารถในการโน้มน้าวจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

สรุป

5 เทรนด์เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ใช่เป็นของใหม่เสียทีเดียว แต่ความเคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านมาต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า เราคงได้รับผลกระทบจากนวัตกรรมเหล่านี้อย่างแน่นอนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม สวัสดีปีใหม่ครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s