Blockchain & AI : คู่หูนวัตกรรมแห่งอนาคต

หลายบทความที่ผ่านมาผมได้นำท่านผู้อ่านรู้จักกันบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซีกันไปพอสมควรโดยได้นำเสนอทั้งความรู้พื้นฐานและเรื่องที่เกี่ยวข้อง อาทิ การระดมทุนด้วยโทเคนดิจิทัล หรือ ICO (Initial Coin Offering) และ Stable Coin ซึ่งหวังว่าได้ทำให้ท่านผู้อ่านมีความเข้าใจนวัตกรรมที่กำลังได้รับการจับตามองในขณะนี้ และเป็นตัวกระตุ้นให้ศึกษาหาความรู้กันต่อไป

มาในบทความนี้ผมจะขอพูดถึงการนำเทคโนโลยีเบื้องหลังคริปโทเคอร์เรนซีที่เรียกว่า “บล็อกเชน” กับการนำไปประยุกต์ใช้กับนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และจะส่งอย่างไรต่อการพัฒนาและการนำไปปรับใช้กับโลกนอกห้องทดลอง ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันดีกว่าครับว่า AI คืออะไร

AI คืออะไร และสำคัญอย่างไร

อีกไม่นาน AI คงเข้ามาแทนที่เราในหลายด้าน

AI เป็นคำที่ได้รับการคิดขึ้นโดยนายจอห์น แม็คคาร์ธี (John McCarthy) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2498 (ค.ศ. 1955) โดยได้ให้ความจำกัดความว่า AI หมายถึง “วิทยาศาสตร์และวิศวรรมการพัฒนาเครื่องจักรอัจฉริยะ” (the science and engineering of making intelligent machines) และนอกจากขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาของ AI แล้ว นายจอห์น ฯ ยังเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มการทดลองวิทยาศาสตร์อื่นที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน อาทิ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ แบบจำลองการตัดสินใจ (decision-making models) และคลาวด์คอมพิวติ้ง

ดังนั้น AI ก็คือเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีเทียบเท่า หรือดีกว่ามนุษย์ โดยต้องมีความสามารถหลัก 3 ประการ ได้แก่

1) เรียนรู้สถานการณ์ที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว เพื่อที่จะได้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์เดียวกันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

2) สามารถสรุปความหมาย (meaning) ของสถานการณ์ได้จากข้อมูลที่มีอยู่

3) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถตีความได้อย่างถูกต้อง

นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยพยากรณ์ว่า AI จะมีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์หลายด้านในอีกไม่ช้า เริ่มจาก การแปล ซึ่ง AI จะทำได้ดีกว่ามนุษย์ภายในปี 2567 (ค.ศ. 2024) ไปจนถึงการผ่าตัด (ภายในปี 2596 หรือ ค.ศ. 2053) แม้ว่าตัวเลขปีดังกล่าวอาจจะยังไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ AI จะสามารถเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งเริ่มเห็นบ้างแล้วในปัจจุบัน อย่างการลงตารางนัดหมาย การแนะนำรายการภาพยนตร์ที่เราอาจชอบ และการตอบคำถามในชีวิตประจำวันโดยผู้ช่วยเสมือน (virtual assistant) เช่น Siri และ Google Assistant หากการพัฒนายังคงเป็นไปอย่างไม่หยุดยั้ง ก็คาดได้เลยว่าในอนาคตเราจะสามารถพึ่ง AI ในการหาคำตอบของคำถามที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือสามารถเอาท์ซอร์สงานประจำบางอย่างให้ AI ทำแทนไปเลยก็ได้

ด้วยความสามารถและศักยภาพของ AI ที่มีแนวโน้มพัฒนาขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะได้ยินข่าวประเทศมหาอำนาจต่างทุ่มทรัพยากรเพื่อการค้นคว้าวิจัย AI เพื่อให้เป็นที่หนึ่งของโลก เพราะในทางทฤษฎีแล้ว AI ที่มีประสิทธิภาพสูงจะมีความสามารถพัฒนา AI อื่นได้ด้วยตัวเองต่อยอดไปไม่รู้จบ การแข่งขันพัฒนา AI (AI arm race) จึงกลายมาเป็นประเด็นทางรัฐศาสตร์ที่จะมีความสำคัญไม่แพ้การแข่งขันพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ (nuclear arm race) สมัยสงครามเย็น ดังคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ว่า “ใครที่เป็นผู้นำในด้านนี้จะเป็นเจ้าผู้ปกครองโลก” (Whoever becomes the leader in this sphere will become the ruler of the world)

คำถามคือ มันถูกต้องแล้วหรือที่เทคโนโลยีนี้จะตกอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียว? และยิ่งถ้ากลุ่มคนนั้นมีทัศนคติและพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวโลกหรือไร้ซึ่งศีลธรรมแล้ว ประชาชนทั่วไปจะทำอย่างไร? ไม่แน่ว่าบล็อกเชนและเทคโนโลยีกระจายศูนย์อื่นอาจเป็นคำตอบของความท้าทายนี้

AI แบบกระจายศูนย์มีดีอย่างไร

DAO คือองค์กรอัตโนมัติแบบกระจายศูนย์ บริหารงานโดยทุกคนในเครือข่ายที่ถือโทเคนดิจิทัล

          เนื่องจากคุณลักษณะพื้นฐานของบล็อกเชนคือการกระจายศูนย์ หากได้มีการนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนา AI ก็อาจช่วยลดปัญหาการผูกขาดโดยองค์กรหรือบริษัทใหญ่ได้ เพราะข้อมูลจะไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะกระจายให้ได้รับรู้โดยทั่วกันในเครือข่าย โดยอาจนำแบบจำลอง องค์กรอัตโนมัติกระจายศูนย์ หรือ DAO (Decentralized Autonomous Organization) ซึ่งหมายถึงองค์กรที่ทำงานอัตโนมัติโดยใช้กลไกสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) และไม่จำเป็นต้องมี “มือที่สาม” (third party) อย่างฝ่ายบริหารคอยดำเนินการ แต่ผู้ที่สามารถตัดสินใจได้นั้นก็คือ “ทุกคน” ในเครือข่ายนั้นนั่นเอง ลองนึกภาพกิจการอย่าง  Airbnb กับ Uber ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างบริษัทที่คอยออกนโยบายโน่นนี่นั่น แต่ผู้ซื้อกับผู้ขายสามารถเจรจาตกลงกันได้โดยตรง

แบบจำลอง DAO สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนา AI โดยเฉพาะในส่วนของการพัฒนาอัลกอริธึมการเรียนรู้ที่จะมีการใช้สัญญาอัจฉริยะเป็นเครื่องมือในการกำหนดว่า AI จะสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้าง ซึ่งผู้ที่จะตัดสินใจว่า AI ควรต้องเรียนรู้อะไรก็คือบรรดาผู้ที่อยู่ในเครือข่ายที่กระจายอยู่ทั่วโลก หลายประเทศ  หลายเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ซึ่งมีหน้าที่ช่วยกันเขียนสัญญาอัจฉริยะเพื่อให้ AI เกิดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมและกว้างขวาง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลด “อคติ” ที่อาจเกิดขึ้นหากข้อมูลที่ป้อนให้ AI มาจากคนเพียงกลุ่มเดียว โดย “บทเรียน” ที่ AI สามารถเรียนรู้ได้นั้นอาจถูกจำหน่ายในรูปแบบของ “ชุดข้อมูล” ที่สามารถซื้อได้โดยใช้โทเคนดิจิทัลของเครือข่ายนั้นนั้น ปัจจุบันได้มีโครงการที่ทำงานในลักษณะดังกล่าวแล้วคือ SingularityNET

Ben Goertzel ซีอีโอ SingularityNet คือผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาหุ่น Sophia ที่เคยมาโชว์ตัวในเมืองไทยด้วย

เห็นได้ว่า AI จะไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงหากไม่มีการป้อนข้อมูลที่เหมาะสม แล้วข้อมูลดังกล่าวมาจากไหน? ก็จากเรานั่นเอง อย่าง AI ของบริการออนไลน์ที่เราคุ้นเคยอย่าง Netflix และ Spotify ที่คอยแนะนำภาพยนตร์และเพลงที่ถูกจริตเราก็มาจากการเก็บรวมรวมข้อมูลการใช้งานของพวกเราโดยไม่รู้ตัวทั้งสิ้น หากได้มีการนำบล็อกเชนมาใช้ในการเก็บข้อมูลของเราก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่าถูกเก็บไว้ที่ไหน เข้าถึงโดยใคร และเข้าถึงโดยได้รับอนุญาตหรือไม่ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิทธิที่เราควรได้รับทั้งสิ้น โดยเฉพาะหากเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เช่น ประวัติการแพทย์ และประวัติการเงิน เป็นต้น

นอกจากนี้ เรายังสามารถ “ขาย” ข้อมูลของเราผ่านตลาดออนไลน์ได้อีกด้วย โดยอาจมีการเขียนสัญญาอัจฉริยะกำหนดให้ AI สามารถรับข้อมูลได้รับการยินยอมจากเจ้าของผ่านการซื้อขายในตลาดเท่านั้น ซึ่งนอกจากยุติธรรมสำหรับเราผู้เป็นเจ้าของข้อมูลแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนา AI รายเล็ก ๆ สามารถเริ่มต้นพัฒนาโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เพราะสามารถซื้อชุด AI สำเร็จรูปจากตลาดออนไลน์

ปัจจุบันข้อมูลคือน้ำมัน แต่บล็อกเชนจะช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าของบ่ออย่างเราถูกสูบข้อมูลไปใช้ฟรี ๆ

และสุดท้าย เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นได้เกิดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมหรือมีข้อผิดพลาดประการใดหรือไม่นั้น ผู้พัฒนาสามารถตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบได้หากข้อมูลทุกอย่างถูกเก็บในบล็อกเชน เนื่องจากไม่สามารถถูกลบและแก้ไขใด ๆ ได้ ทำให้มั่นใจได้ว่า AI จะมีการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

สรุป

แม้ว่าการนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนา AI จะเป็นเรื่องใหม่ แต่หากพิจารณาดี ๆ จะเห็นว่าบล็อกเชนสามารถเอื้อประโยชน์ได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเงื่อนไขการพัฒนาผ่านสัญญาอัจฉริยะที่ทุกคนในเครือข่ายสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ AI มีโอกาสได้รับข้อมูลที่ครอบคลุมซึ่งจะเอื้อต่อการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การที่ผู้บริโภคสามารถขายข้อมูลด้วยความยินยอม และการตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจของ AI ตั้งแต่ต้นจนจบเพราะข้อมูลถูกเก็บบนบล็อกเชน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทำให้การพัฒนา AI จะเป็นไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับประโยชน์ของคนหมู่มากทั้งสิ้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s