Blockchain & Smart City: ก้าวสู่สมาร์ทซิตี้ด้วยบล็อกเชน

หนึ่งในเมก้าเทรนด์ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังประสบคือ “ความเป็นเมือง” (urbanization) ที่มีอัตราเร่งเร็วขึ้น ไม่ว่าคำคำนี้จะหมายถึงการที่คนชนบทอพยพย้ายถิ่นเข้ามาในเมืองเพื่ออนาคตที่ดีกว่า การขยายพื้นที่ของเมือง หรือการพัฒนาบริเวณที่ไม่ได้เป็นเมืองมาก่อนให้กลายเป็นเมืองใหม่ สิ่งที่เทรนด์นี้ได้นำพามาด้วยคือ ความท้าทายของการบริหารจัดการในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรที่จำเป็น อาทิ การใช้ไฟฟ้า น้ำประปา พลังงาน การคมนาคม ไปจนถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรม และมลพิษ

ความท้าทายดังกล่าวสามารถจัดการได้ด้วยการนำนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือ โดยหนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งปัจจุบันมีหลายโครงการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการสมาร์ทซิตี้ได้ แต่ก่อนที่จะแนะนำให้รู้จักกับโครงการเหล่านั้น ผมขอแนะนำให้ท่านที่เพิ่งเคยได้ยินสมาร์ทซิตี้เข้าใจความหมายของคำคำนี้ก่อนครับ

สมาร์ทซิตี้คืออะไร?  

          โดยทั่วไปสมาร์ทซิตี้ หมายถึง กรอบการดำเนินงาน (framework) ที่จัดทำขึ้นเพื่อบริหารจัดการความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากรในเมือง โดยกรอบดังกล่าวมักประกอบด้วยการบูรณาการองค์ความรู้หลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการวางผังเมือง การบริหารจัดการพลังงาน การส่งมอบบริการสาธารณะ การสาธารณสุข ฯลฯ โดยมีเทคโนโลยีใหม่เป็นเครื่องมือ บริษัท McKinsey ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2563 จะมีสมาร์ทซิตี้เกิดขึ้นทั่วโลกถึง 500 เมือง และภายใน 5 ปีนับจากนั้น สมาร์ทซิตี้กลุ่มนี้จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก สมาร์ทซิตี้จึงเป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในอนาคต

ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มมีแนวคิดพัฒนาเมืองหลักของตนให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้แล้ว ยกตัวอย่าง ประเทศอินเดียได้ประกาศ Smart Cities Mission ที่มีเป้าหมายพัฒนาสมาร์ทซิตี้ให้เกิดขึ้นกว่า 100 เมืองทั่วประเทศ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบไปด้วยโครงการที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง การเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะหลากหลายประเภทเข้าด้วยกัน การพัฒนาและรักษาพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ และการบริหารจัดการจราจรและของเสีย ส่วนประเทศจีนนั้น ก็คาดว่าภายในปี 2568 จะมีประชากรจีนกว่า 1 พันล้านคนอาศัยอยู่ในเมือง รัฐบาลกลางจีนจึงได้ริเริ่มโครงการเชิงรุกวางแผนพัฒนาสมาร์ทซิตี้ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศหลายร้อยเมืองเช่นกัน และเมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ประกาศ Smart City Initiative โดยมีหนึ่งในเป้าหมายที่น่าสนใจมาก คือการพัฒนาให้ดูไบเป็นเมืองแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนให้ได้ภายในปี 2563! โดยจะนำนวัตกรรมดังกล่าวมาใช้ในการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ และการบริหารงานภาครัฐ เช่น การพัฒนาสู่รัฐบาลไร้กระดาษ (paperless government) และการบริหารคลังข้อมูลสำคัญ

บล็อกเชนจะช่วยขับเคลื่อนไปสู่สมาร์ทซิตี้ได้อย่างไร?

          จุดเด่นของเทคโนโลยีบล็อกเชนคือ ความโปร่งใสและความปลอดภัย เพราะข้อมูลที่ถูกเก็บในบล็อกเชนจะไม่สามารถแก้ไขและสามารถเรียกตรวจสอบได้ตลอดเวลา นอกจากนั้น ข้อมูลยังไม่ได้ถูกเก็บไวในศูนย์กลางแห่งหนึ่งแห่งใด จึงสามารถนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ให้เกิดขึ้นในหลายส่วน เช่น

  1. ระบบชำระเงิน – โดยเฉพาะระบบชำระเงินของภาครัฐ เช่น การจ่ายเงินสวัสดิการ การจ่ายเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งหน่วยงานเจ้าของเงินสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินที่ได้จ่ายไปถูกนำไปใช้ถูกวัตถุประสงค์หรือไม่
  2. ระบบยืนยันตัวตน – เทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยให้ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เจ้าของข้อมูลสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลทันที
  3. ระบบขนส่งสาธารณะ – เทคโนโลยีบล็อกเชนทำให้ตัวกลางไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป บริษัทที่เคยมีบทบาทดังกล่าวในภาคการขนส่ง เช่น Uber ก็อาจไม่มีความจำเป็น เพราะผู้โดยสารสามารถเรียกและจ่ายเงินผ่านบล็อกเชนให้กับผู้ขับรถได้โดยตรง
  4. การบริหารพลังงาน – เทคโนโลยีบล็อกเช่นช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถสร้าง ซื้อ และขายพลังงานไฟฟ้าสู่ลูกค้าบ้านอื่นได้โดยตรงแบบไม่ต้องผ่านตัวกลาง เพิ่มความสะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลามากขึ้น
  5. การบริหารภาครัฐ – ระบบสัญญาอัจฉริยะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญา (enforcing contracts) ซึ่งจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น การลงคะแนนเสียง การติดตามภาษี การระบุตัวตนเจ้าของสินทรัพย์ รวมไปถึงการทำงานแบบไร้กระดาษ

สรุปได้ว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับเมืองสู่ความเป็นอัจฉริยะได้ในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขจัดตัวกลางที่ไม่จำเป็น การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ด้วยเทคโนโลยีสัญญาอัจฉริยะ ส่วนประชาชนก็จะได้รับบริการภาครัฐที่รวดเร็วขึ้น และมีความปลอดภัย

โครงการบล็อกเชนที่น่าสนใจเพื่อพัฒนาสู่สมาร์ทซิตี้

  1. IOTA

1

          IOTA เป็นโครงการที่ผนวกรวมเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เข้ากับเทคโนโลยีการบัญชีกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology) อย่างไรก็ตาม IOTA ไม่ได้ใช้บล็อกเชนเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ใช้เทคโนโลยี Directed Acyclic Graph (DAG) เรียกว่า Tangle ที่ซึ่งการยืนยันธุรกรรมจะเกิดขึ้นโดยการอ้างถึง 2 ธุรกรรมที่เกิดขึ้นไปแล้วก่อนหน้าแบบสุ่ม ทำให้สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นแบบมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

IOTA มีคุณสมบัติเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถสื่อสารกันได้ ทำให้เอื้อต่อการบริหารจัดการให้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งเหมาะสมกับการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนสมาร์ทซิตี้ เพราะคอมพิวเตอร์สามารถบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ได้ฉับไวกว่ามนุษย์ ด้วยเหตุนี้ IOTA จึงมีกลยุทธ์มุ่งสู่การเป็นหุ้นส่วนกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบนิเวศสมาร์ทซิตี้ ซึ่งล่าสุดก็เพิ่งร่วมมือกับรัฐบาลไต้หวันในการพัฒนาระบบ TangleID ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีของบริษัทไปใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลของประชาชน เพื่อลดอัตราการจารกรรมข้อมูลส่วนบุคคล และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงระบบประกันสังคม เป็นต้น

  1. Waltonchain

2

Waltonchain ถือได้ว่าเป็นพี่ใหญ่ที่โด่งดังแบบเงียบ ๆ ในวงการบล็อกเชน โครงการนี้ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชน และฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นชิพขนาดเล็กสำหรับติดกับอุปกรณ์ให้กลายเป็น smart thing/device และสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายได้ ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติในโรงงาน และการบริหารจัดการสมาร์ทซิตี้

ปัจจุบัน Waltonchain มีหลายโครงการที่ให้ผลเป็นรูปธรรมในจีนและเกาหลีใต้ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท Citilink Technology (บริษัทย่อยของผู้พัฒนา Waltonchain) ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการของเสียอัจฉริยะที่สามารถทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัล โดยระบบดังกล่าวประกอบด้วยอุปกรณ์ IoT ที่ติดตั้งกับถังขยะ สมาร์ทวอซที่สวมใส่โดยพนักงาน เซ็นเซอร์ และอุปกรณ์อัตโนมัติอื่นที่ทำให้ระบบทั้งมวลสามารถคำนวณและคาดการณ์ปริมาณของเสียที่จะเกิดขึ้น แล้วนำข้อมูลไปใช้บริหารจัดการต่อไป และล่าสุดได้ร่วมมือกับกลุ่ม Alibaba ในการพัฒนาระบบสมาร์ทซิตี้ในเมืองสงอัง และ Yuhang ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจในเมืองหางโจว ประเทศจีน โดย Alibaba รับหน้าที่พัฒนาระบบคลาวด์คอมพิวติ้งและปัญญาประดิษฐ์ที่ตนถนัด ส่วนเทคโนโลยี Waltonchain ก็ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน IoT ของเมืองดังกล่าวนั่นเอง

  1. Power Ledger

3

Power Ledger คือบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน โดยหนึ่งในนั้นเป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนที่เอื้อให้บ้านเรือนที่สามารถผลิตพลังงานได้เองสามารถซื้อ-ขายพลังงานกับผู้ใช้รายอื่นโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง (p2p) โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ร่วมมือกับบริษัท BCPG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบางจากที่ประกอบธุรกิจพลังงานทดแทน  เปิดตัวการทดลองระบบซื้อ-ขายพลังงานทดแทนแบบ p2p เป็นครั้งแรกในโลก ในโครงการ T77 กรุงเทพฯ

โครงการ T77 พัฒนาโดยบริษัท แสนสิริ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท มีเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ภายในประกอบด้วยผู้ประกอบการหลากหลาย เช่น ศูนย์การค้า Habito โรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพ เซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ Park Court และโรงพยาบาลทันตกรรมกรุงเทพ โดย BCPG จะเป็นผู้ออกแบบและติดตั้งมิเตอร์กับแผงโซล่าเซลล์ ในขณะที่ Power Ledger จะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนและระบบการซื้อขายพลังงานแบบ p2p มาใช้วัด คิดเงิน และประเมินการใช้ไฟฟ้า ทำให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อ-ขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างกันได้

แน่นอนว่า เมื่อโครงการนำร่องนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นกรณีศึกษาให้กับโครงการที่พักอาศัยอื่นในอนาคต

  1. Civic

4

Civic ประกอบด้วยแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลด้วยบล็อกเชน เรียกว่า Secure Identity Platform (SIP) ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปสร้างข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลออนไลน์แบบกระจายศูนย์ เจ้าของสามารถใช้ข้อมูลของตนที่อยู่ในระบบยืนยันการทำธุรกรรมออนไลน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงคะแนนเสียง การยืนยันความถูกต้องของเอกสาร การตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์ ไปจนถึงการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

แน่นอนว่าด้วยความที่ข้อมูลถูกเก็บไว้ในบล็อกเชน เจ้าของจึงสามารถตรวจสอบการถูกใช้งานตลอดเวลา และมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่ถูกส่งมอบให้กับมือที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาต Civic จึงเป็นโซลูชันการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหาการจารกรรมข้อมูลกำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเทคโนโลยี

สรุป

          สมาร์ทซิตี้คือโซลูชันเมืองแห่งอนาคต ที่นำมาซึ่งความท้าทายด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยีบล็อกเชนจึงเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้ตอบโจทย์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารข้อมูลปริมาณมากที่เกิดจาก IoT การบริหารจัดการพลังงาน และการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่บนโลกออนไลน์ ด้วยเครื่องมือเหล่านี้ การยกระดับสู่สมาร์ทซิตี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอีกต่อไป

Advertisements