Security Token Offering (STO) มิติใหม่ของการระดมทุน

ทุกวันนี้หลายท่านคงคุ้นเคยกับการระดมทุนโดยใช้โทเคนดิจิทัล หรือ ICO (Initial Token Offering) พอสมควร เพราะเป็นรูปแบบการระดมทุนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่กล่าวถึงกันมากเมื่อตลาดสินทรัพย์สินทรัพย์ดิจิทัลบูมเมื่อปีก่อน ข้อมูลจากเว็บไซต์ icodata.io ระบุว่า เมื่อปี 2560 มีโครงการที่ระดมทุนโดยใช้ ICO เกิดขึ้นทั่วโลกมากถึง 875 โครงการ สามารถระดมเงินทุนไปได้กว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเมื่อปี 2561 ได้เกิดโครงการที่ระดมทุนโดยใช้ ICO มากกว่า 1,200 โครงการ และสามารถระดมทุนไปได้กว่า 7 พันล้านเหรียญ ICO จึงเป็นรูปแบบการระดมทุนยอดนิยมสำหรับบริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่ทั้งปวง

อย่างไรก็ตาม มีขาวย่อมมีดำ เนื่องจากกฎเกณฑ์กำกับดูแลยังคลุมเครือ จึงเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพเข้ามาหากินกับความโลภของมนุษย์ ส่งผลให้เกิดโครงการหลอกลวงประเภทได้เงินแล้วเชิดหนีขึ้นมากมายทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) จึงได้ผลักดันพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่จะช่วยสร้างกรอบกติกาให้มีความชัดเจน รวมถึงเพื่อเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การทำ ICO ด้วย และใช้เป็นฉนวนคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโจรยุค 4.0

แน่นอนว่าโลกดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ICO เกิดขึ้นมาได้ไม่กี่ปี ก็เริ่มมีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ Security Token Offering (STO) จะมีความหมายและเผชิญหน้ากับความท้าทายอะไรบ้างนั้น เรามาดูไปพร้อมกันครับ

STO คืออะไร และแตกต่างจาก ICO อย่างไร?

1

STO คือการเสนอขายหลักทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัล มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนจากประชาชนและนำเงินที่ได้รับไปพัฒนาบริษัท ผู้ซื้อสามารถเก็บหรือนำไปซื้อขายในตลาดรองเพื่อเก็งกำไรได้ ที่สำคัญ ผู้ซื้อจะได้สิทธิของการเป็นผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัทผู้เสนอขาย STO ทุกประการ รวมถึงสิทธิในการลงคะแนนเสียง และสิทธิในการได้รับเงินปันผล จึงทำให้มีความแตกต่างจาก ICO ที่ผู้ซื้อจะได้เพียงโทเคนดิจิทัลมาถือไว้ในมือเท่านั้น และจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงก็ต่อเมื่อผู้พัฒนาผลักดันให้โครงการประสบความสำเร็จ

STO มีประโยชน์อย่างไร?

          เนื่องจาก STO เป็นการผนวกข้อดีของการเสนอขายหลักทรัพย์ ที่ผู้ซื้อจะได้สิทธิของการเป็นผู้ถือหุ้น (และไม่ต้องลุ้นว่าโทเคนดิจิทัลที่ได้มาจากการลงทุน ICO จะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า) เข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชน จึงทำให้ STO มีความน่าสนใจหลายประการ เช่น

2

เป็นการเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนจากทั่วโลก STO มีข้อดีเช่นเดียวกับ ICO นั่นคือ เป็นการทลายข้อจำกัดด้านการลงทุน โดยเฉพาะกับนักลงทุนรายย่อยที่จากเดิมสามารถลงทุนได้เฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศนั้นนั้น แต่ด้วย STO นักลงทุนสามารถทำความเข้าใจ ศึกษา และลงทุนในบริษัทที่เสนอขาย STO ที่ตั้งอยู่ในประเทศใดก็ได้ เพราะการระดมทุนจะเกิดขึ้นผ่านอินเทอร์เน็ต การเปิดกว้างดังกล่าวนี้เองที่เป็นสาเหตุทำให้ ICO ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา

คุณสมบัติของเทคโนโลยีบล็อกเชนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มคุณประโยชน์ STO ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมที่มีแนวโน้มต่ำกว่า ความรวดเร็วในการทำธุรกรรมและการส่งมอบหลักทรัพย์ ความโปร่งใสและสภาพคล่องที่มีมากกว่า และความสามารถในแปลงสินทรัพย์ใดก็ได้ให้เป็นโทเคนดิจิทัล (tokenization) ทำให้บริษัทไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กก็มีสิทธิระดมทุนจากนักลงทุนโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนมากนัก

และเมื่อนำคุณสมบัติของโทเคนหลักทรัพย์ (security token) เข้ากับโทเคนดิจิทัลทั่วไปแล้ว บริษัทผู้ระดมทุนสามารถนำมาใช้ทำการตลาดโดยการนำคุณสมบัติสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) มาประยุกต์ใช้ ยกตัวอย่าง บริษัทร้านอาหารสามารถมอบส่วนลดให้กับผู้ที่ถือโทเคนดิจิทัลมาเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อเป็นของรางวัล ซึ่งนับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้โทเคนดิจิทัลของบริษัทในทางอ้อม

ความท้าทายของ STO

          เช่นเดียวกับนวัตกรรมอื่น การนำ STO มาใช้ระดมทุนไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในวันสองวัน ยิ่งมาเกี่ยวพันกับอุตสาหกรรมการเงินที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดอยู่แล้วก็ยิ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา STO จึงประสบกับความท้าทายบางประการ เช่น

3

กฎเกณฑ์การกำกับดูแลที่ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจาก STO เหมือนเป็นลูกผสมระว่าง ICO กับ IPO (Initial Public Offering) จึงยังมีความไม่แน่นอนว่าจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายการกำกับดูแลของอะไร หรืออาจจะมีกฎระเบียบใหม่ออกมารองรับเป็นการเฉพาะเลยหรือไม่ และบริษัทไทยจะสามารถทำ STO ในตลาดต่างประเทศได้หรือไม่ ประเด็นนี้จึงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของหน่วยงานกำกับดูแลต่อไป

แม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์ออกมาอย่างชัดเจนแล้ว กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ลงทุนกับความสะดวกในการระดมทุนได้หรือไม่ เพราะแน่นอนว่าเกณฑ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมต้องสร้างต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ภาระดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุให้บริษัทนวัตกรรมหันไปจัดตั้งสำนักงานหรือระดมทุนประเทศอื่นที่มีกฎหมายยืดหยุ่นกว่า

4

และสุดท้าย ความท้าทายของผู้ลงทุนเองที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของการระดมทุนรูปแบบใหม่นี้ และไม่ตกเป็นเหยื่อผู้ไม่หวังดีง่าย ๆ เพราะการมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีมิจฉาชีพเกิดขึ้นเสมอไป ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเราที่แม้ว่าจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาแล้ว ก็ยังพบว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อการระดมทุนลวงโลกอยู่เป็นระยะ ทำให้เป็นภาระของหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องออกมาเตือนอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ลงทุนรายย่อยอย่างเราที่ต้องหาความรู้ใส่สมองอยู่ตลอดเวลา

สรุป

STO คือการเสนอขายหลักทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัล ผู้ซื้อสามารถได้สิทธิเช่นเดียวกับที่ผู้ถือหุ้นทั่วไปได้รับทุกประการ จึงมีข้อดีคือความสะดวกรวดเร็วของการทำธุรกรรม และสามารถระดมทุนได้จากนักลงทุนทั่วโลก แต่เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ กฎเกณฑ์การกำกับดูแลจึงยังไม่มีความแน่นอน บริษัทที่สนใจอาจยังสงวนท่าทีหรือหันไประดมทุนในประเทศที่มีกฎเกณฑ์รองรับและข้อบังคับมีความยืดหยุ่นกว่า ถึงอย่างไร STO ก็เป็นแนวโน้มรูปแบบการระดมทุนแห่งอนาคตที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และก็เป็นหน้าที่ของนักลงทุนทั่วไปอย่างเราที่ต้องติดตามข่าวสาร และก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงครับ

Advertisements