9 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงทุนในคริปโต

แม้ว่าปี 2561 ที่เพิ่งผ่านไปจะเป็นขาลงของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี เห็นได้จากมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลหลายรายการมีมูลค่าลดลงกว่าร้อยละ 80 – 90 วิกฤตดังกล่าวเป็นโอกาสให้กับนักลงทุนที่สามารถซื้อของดีราคาถูก แต่การจะรู้ได้ว่าโครงการใดมีแนวโน้มจะไปได้ไกลและสามารถดึงประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายความคิดของนักลงทุนหน้าใหม่และเก่า ดังนั้น บทความนี้ผมจึงขอนำเสนอประเด็นที่ผู้สนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลต้องรู้ก่อนเริ่มต้นลงทุนครับ

  1. โมเดลธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

1

          ประเด็นแรกก่อนการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะโครงการที่เพิ่งประกาศระดมทุนด้วยกระบวนการ Initial Coin Offering (ICO) ก็คือ การพิจารณาว่าโมเดลธุรกิจที่กล่างอ้างสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ อาจเริ่มจากการตั้งคำถามว่า โครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร แล้วจะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาช่วยในกระบวนการไหน เพราะต้องยอมรับว่าบล็อกเชนไม่ได้เป็นยาวิเศษที่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ดังนั้น ก่อนเริ่มต้นลงทุนต้องใช้เวลาศึกษาเอกสาร white paper อย่างละเอียด เพราะในนั้นมักจะมีการอธิบายว่าโครงการนี้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร

  1. โครงการนี้เลียนแบบโครงการอื่นมาหรือไม่

บล็อกเชนคือเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงมากและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม ในช่วงเริ่มต้นของเทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีหลายโครงการออกมาเป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงมีเป้าหมายเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่สุดท้ายผู้ชนะย่อมมีหนึ่งเดียวเสมอ นักลงทุนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ จึงต้องใช้เวลาศึกษารายละเอียดของแต่ละโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ ว่าได้มีการลอกเลียนความคิดมาจากโครงการอื่นที่มีมาก่อนหรือไม่ และมีอะไรที่เป็นนวัตกรรมบ้าง เพราะคงเป็นเรื่องยากที่โครงการใหม่ที่ไม่มีอะไรใหม่เลยจะสามารถสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเองเมื่อเทียบกับของที่มีอยู่เดิมได้

  1. โครงการมีทีมงานคุณภาพหรือไม่

2

ทีมงานคุณภาพคือหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการทั้งปวง เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มลงทุนต้องมีการศึกษาประวัติการศึกษาและประสบการณ์ที่ผ่านมาของทีมงานทุกคน อาจเริ่มด้วยการค้นหาใน Google เพื่อดูข้อมูลพื้นฐาน ตรวจดูโปรไฟล์ใน LinkedIn เพื่อดูประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา และต้องไม่ลืมสืบค้นรูปภาพทีมงานด้วยว่าเป็นการก็อปปี้ภาพใครก็ไม่รู้มาหรือไม่ (เชื่อผมเถอะครับ มันมีจริง ๆ!)

หลังจากที่สืบค้นประวัติทีมงานแล้ว เราก็ต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า ทีมงานปริมาณมีมากพอที่จะขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ และประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านครอบคลุมพอหรือไม่ โดยทั่วไปเราอาจคิดว่าโครงการบล็อกเชนจะต้องประกอบด้วยบุคลากรสายโปรแกรมเมอร์เป็นหลัก ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่เราต้องการทีมงานที่มีพื้นฐานด้านการออกแบบเพื่อดีไซน์โปรแกรมให้สามารถใช้งานง่าย เราต้องการนักการตลาดเพื่อขยายความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับโครงการ เราต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดียที่คอยสื่อสารกับชุมชนออนไลน์ หรือกระทั่งนักเขียนเพื่อพัฒนาคอนเท้นท์ให้มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น เพราะฉะนั้น ความสามารถที่หลากหลายของบุคลากรในทีมงานจึงเป็นเรื่องจำเป็น

  1. คณะที่ปรึกษามีส่วนในทีมงานอย่างไร

นอกจากทีมงานที่ต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายแล้ว โครงการระดมทุนส่วนใหญ่มักมีการกล่าวอ้างถึงคณะที่ปรึกษาเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถืออีกด้วย แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวอ้างแบบลอย ๆ ง่ายสุดเลยก็คือให้สืบค้นชื่อที่ปรึกษาท่านนั้นกับชื่อโครงการใน Google ว่ามีข่าว บทความ หรือบทสัมภาษณ์ที่มีการกล่างถึงความสัมพันธ์ระหว่างโครงการกับที่ปรึกษาบ้างหรือไม่ หากมีก็สบายใจในระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีเลยก็แนะนำให้ปักธงแดงได้เลยว่านี่อาจเป็นโครงการหลอกลวง

  1. โครงการมีการประกันผลตอบแทนหรือไม่

3

คงไม่แปลกหากจะบอกว่าข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะโดยธรรมชาติของการลงทุนแล้ว ไม่มีใครที่สามารถรับประกันผลตอบแทนที่เกิดการการลงทุนได้ จะมีก็เพียงแต่แชร์ลูกโซ่เท่านั้นเพราะเป็นการนำเงินของนักลงทุนใหม่ไปจ่ายให้กับนักลงทุนเก่าเป็นทอด ๆ เหมือนโซ่ที่ร้อยเรียงกัน เพราะฉะนั้น หากพบโครงการใดที่มีการประกันผลตอบแทน ขอให้ตระหนักไว้เลยว่านี่เป็นแชร์ลูกโซ่แน่นอน

  1. โครงการมีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมกับหน่วยงานอื่นบ้างหรือไม่

          ความร่วมมือกับภาคธุรกิจอื่นสามารถใช้เป็นหลักประกันชั้นดีว่าโครงการนี้ไม่ได้ขายฝัน แต่สามารถทำงานได้ในโลกแห่งความเป็นจริง ยกตัวอย่าง เทคโนโลยีบล็อกเชนของ Power Ledger ถูกนำมาใช้ในการซื้อขายไฟฟ้าในโครงการ T77 ของแสนสิริ จริงอยู่ที่โครงการใหม่ ๆ โดยเฉพาะที่ยังอยู่ในช่วงของการระดมทุน อาจจะยังไม่มีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเลย แต่ก็เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะต้องคอยติดตามข่าวสารว่าโครงการนี้จะมีแนวโน้มขยายความร่วมมือไปยังภาคธุรกิจอื่นด้วยหรือไม่ และอย่างไร

  1. เว็บไซต์และเอกสาร white paper ดูน่าเชื่อถือหรือไม่

เมื่อจะเริ่มตัดสินใจลงทุน เชื่อเลยว่าแหล่งข้อมูลอันดับแรกที่ทุกคนต้องเข้าไปสืบค้นคือ เว็บไซต์ของโครงการนั้น ซึ่งภายในมักมีเอกสาร white paper อธิบายหลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ของการระดมทุน รวมไปถึงโร้ดแมปและเป้าหมายในแต่ละระยะ (milestone) ของโครงการ ขอให้พิจารณาสิ่งละอันพันละน้อยที่ปรากฏบนเว็บไซต์และบนเอกสาร white paper อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา ว่ามีการระบุข้อมูลของโครงการอย่างละเอียดครบถ้วนหรือไม่ มีการใช้ศัพท์เทคนิคเยอะจนน่าสงสัยว่าเป็นการจงใจสร้างความสับสนให้กับผู้ลงทุนหรือไม่ หรือกระทั่งว่ามีการพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกเยอะเสียจนดูเป็นการทำงานอย่างลวก ๆ หรือไม่ ลองคิดดูว่าแค่ข้อมูลเบื้องต้นยังมีการสื่อสารผิดพลาด แล้วจะนับประสาอะไรกับตัวโครงการที่ต้องพิถีพิถันในรายละเอียดอย่างยิ่งยวด

  1. ทีมงานได้มีการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนมากน้อยเพียงใด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าชุมชนผู้ใช้งานที่เข้มแข็งคือปัจจัยชี้ขาดของสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะหากไม่มีชุมชนก็ไม่มีผู้ใช้ เมื่อไม่มีผู้ใช้ก็อย่าคาดหวังเลยว่าโครงการนี้จะเดินหน้าไปได้ไกล ปัจจุบันมีโซเชียลมีเดียมากมายที่ทีมงานเลือกใช้เป็นสื่อกลางสื่อสารกับชุมชน ไม่ว่าจะเป็น Reddit, Telegram และ Medium ขอให้หมั่นเข้าไปตรวจสอบเป็นระยะว่าการปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงการกับชุมชนมีลักษะอย่างไร มีการเผยแพร่ความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ และทีมงานได้มีการตอบคำถามชุมชนในระยะเวลาที่รวดเร็วมากน้อยเพียงใด หรือหากต้องการทดสอบด้วยตัวเองก็ให้ลองอีเมลคำถามไปสอบถามทีมงานก็ได้ครับ แล้วลองพิจารณาด้วยตัวเองว่าเราพึงพอใจกับความรวดเร็วและความชัดเจนในตอบคำถามของทีมงานหรือไม่ เพราะเป็นการแสดงถึงความจริงใจที่ทีมงานมีต่อชุมชนอย่างหนึ่ง

4

นอกจากการสื่อสารกับชุมชนผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว การประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการดั้งเดิมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน การออกงานแสดงสินค้า การเผยแพร่รายงานประจำไตรมาส การจัดงานพบปะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นต้น พูดง่าย ๆ ก็คือ กิจกรรมใดก็ตามที่เป็นการเปิดเผยข้อมูลและการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใด ก็ล้วนแต่ดีกับทั้งตัวโครงการและผู้ลงทุนทั้งสิ้น

  1. โครงการได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือไม่

ปัจจุบันข้อนี้ใช้ได้กับโครงการระดมทุนในประเทศไทย เพราะเมื่อปีที่แล้วพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ เป็นผลให้ผู้ที่ต้องการระดมทุนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลต้องผ่านการคัดกรองโดย ICO Portal และยื่นหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาอนุญาตว่าสามารถเปิดการระดมทุนได้หรือไม่ ดังนั้น หน้าที่ของนักลงทุนคือ ต้องหมั่นเข้าไปตรวจสอบว่าโครงการที่จะลงทุนได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้วหรือยัง แต่หากเป็นโครงการที่บริษัทผู้ระดมทุนอยู่ต่างประเทศ ก.ล.ต. ไทยจะไม่มีอำนาจพิจารณาอนุญาตแต่อย่างใด และเราก็ต้องใช้วิจารณญาณและเช็คลิสต์ทั้งแปดข้อด้านบนเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจลงทุนครับ

สรุป

การระดมทุนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถทำได้อย่างง่ายดายและสามารถระดมทุนได้จากทั่วโลก จึงทำให้เป็นที่นิยมจากบริษัทน้องใหม่ทั้งหลาย และไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะพบว่ามีโครงการจำนวนไม่น้อยที่เกิดมาเพื่อหลอกเอาเงินและเชิดหนีไป ผู้ลงทนรายย่อยจึงต้องระมัดระวังและตรวจสอบรายละเอียดของโครงการเบื้องต้นจากเช็คลิสต์ที่ผลได้กล่าวไปในบทความนี้ และต้องไม่ลืมหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเป็นระยะด้วยนะครับ