เทรนด์เทคโนโลยีน่าจับตาแห่งปี 2019

ปีที่แล้วอาจเป็นปีที่ไม่ค่อยสวยนักสำหรับวงการเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของบรรดาสื่อสังคมออนไลน์รายใหญ่ คริปโทเคอร์เรนซีที่เผชิญภาวะตลาดถดถอยอย่างรุนแรง ยอดขายสมาร์ทโฟนที่มีแนวโน้มลดลง ฯ ทำให้สภาพของวงการโดยรวมไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นหวือหวานัก โดยเฉพาะกับตลาดผู้บริโภคทั่วไป

แต่ปีนี้มีแนวโน้มว่าตลาดจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของเทคโนโลยี 5G บริการสตรีมมิ่งเนื้อหาความบันเทิงที่จะมีผู้ให้บริการหลายรายเปิดตัวมากขึ้น รวมไปถึงสมาร์ทโฟนรูปแบบใหม่ ขณะที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ก็มีแนวโน้มถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคมีความตื่นตัวเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ต่อไปนี้คือ 5 เทรนด์เทคโนโลยีน่าจับตาแห่งปีหมูทอง 2019 ครับ

  1. ได้เวลาสมาร์ทโฟนจอพับได้

1

2-3 ปีที่ผ่านมาสมาร์ทโฟนไม่ค่อยมีคุณสมบัติที่ตื่นเต้นนัก เพราะนอกจากจะมีจอที่ใหญ่และความเร็วที่เพิ่มขึ้นแล้ว ก็เรียกได้ว่าไม่มีฟีเจอร์อะไรที่เรียกได้อย่างเต็มปากว่าก้าวกระโดด แต่ปีนี้จะไม่เหมือนเดิม เพราะเมื่องาน CES 2019 ที่จัดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่สามารถพับ/กางจอได้ ทำให้สามารถใช้งานได้ทั้งรูปแบบสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทำให้เชื่อได้เลยว่าปีนี้จะมีผู้ผลิตหลายรายทยอยเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มีคุณลักษณะดังกล่าว ซึ่งแน่นอนต้องมีราคาเปิดตัวที่ค่อนข้างสูงและเหมาะกับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากกว่าผู้ใช้งานทั่วไป ยังไม่นับเรื่องของอินเทอร์เฟสที่ยังไม่แน่นอนว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกหรือไม่อีกด้วย แต่หากเทคโนโลยีจอพับได้นี้ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค และสามารถผลิตได้ในปริมาณมาก ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจเห็นการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น จอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่สามารถม้วนพับเก็บได้ หรือใช้แทนหน้าปัดรถยนต์

พูดถึงเรื่องอินเทอร์เฟส ปีนี้อยากให้จับตาดูการเปลี่ยนแปลง iOS ให้ดี เพราะมีแนวโน้มสูงมากว่า แอปเปิลอาจยกเครื่องอินเทอร์เฟสระบบปฏิบัติการดังกล่าว หลังจากที่ใช้ iOS 12 เป็นเวทีแก้ไขปัญหาความล่าช้าที่เกิดกับ iOS เวอร์ชันก่อนหน้า และปีนี้อาจเป็นครั้งแรกที่แอปเปิลอนุญาตให้ผู้พัฒนาแปลงแอปพลิเคชันบน iOS ไปใช้งานบน macOS ได้เป็นครั้งแรก ทำให้แพลตฟอร์มพีซีกับโมบายในจักรวาลแอปเปิลผูกพันใกล้ชิดกว่าที่เคย

  1. 5G มาแล้ว

2

เทคโนโลยี 5G ไม่ใช่เรื่องที่แปลกหูอีกต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่ภาครัฐและเอกชนของไทยให้ความสนใจมาก และต่างฝ่ายต่างร่วมมืออย่างแข็งขันเพื่อให้คนไทยได้ใช้ 5G โดยเร็วที่สุด คาดว่าไม่น่าจะพ้นปีหน้าเราน่าจะได้เห็นการประมูลคลื่นความถี่และใช้งาน 5G ได้จริง

นอกจาก 5G จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลเร็วกว่า 4G อย่างก้าวกระโดดแล้ว อีกคุณสมบัติที่สำคัญมากไม่แพ้กันก็คือ ความหน่วง (lag) ในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ 5G ด้วยกันเอง และระหว่างอุปกรณ์กับเสาสัญญาณจะน้อยลงอย่างมาก ทำให้การประยุกต์ใช้นวัตกรรมอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งและยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเป็นไปได้มากขึ้น เพราะความหน่วงของการรับส่งสัญญาณที่น้อยลงนั้นจะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถรับส่งข้อมูลถึงกันได้โดยทันที ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะกับยานยนต์อัตโนมัติบนท้องถนนที่แค่เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็หมายถึงความเป็นความตายของผู้โดยสารได้เลยทีเดียว

เป็นที่แน่นอนอีกเช่นกันว่า ปีนี้เราจะได้เห็นผู้ผลิตพัฒนาสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่สามารถใช้งานร่วมกับเครือข่าย 5G วางจำหน่าย แต่ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบซื้อ เพราะแม้ว่าจะสามารถใช้งานได้จริง แต่ยังมีประเด็นอื่นที่ยังคงต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นราคาจำหน่ายที่เราอาจต้องจ่ายค่าพรีเมียมทั้งที่ยังไม่จำเป็น และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่สั้นลงเมื่อใช้งานร่วมกับเครือข่ายความเร็วสูงอย่าง 5G ดังนั้น ขอให้อดใจรอสักนิดและรออ่านผลการทดสอบสมาร์ทโฟน 5G ก่อนว่าคุ้มหรือไม่ก่อนตัดสินใจ

  1. สารพันบริการสตรีมมิ่งพร้อมเปิดตัว

3

สิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงคือ เนื้อหาความบันเทิงที่สามารถเสพได้ในรูปแบบสตรีมมิ่ง ซึ่งที่เราคุ้นหูกันในปัจจุบันได้แก่ Spotify กับ Netflix เป็นอาทิ แต่ปีหมูทองนี้ขอให้จับตาดูบริการลักษณะนี้ที่จะเปิดเพิ่มอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น Display+ ซึ่งมีเนื้อหาที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีจากจักรวาล Marvel, Star Wars ไปจนถึงการ์ตูนจาก Pixar และเนื้อหาจากค่ายภาพยนตร์อื่น รวมไปถึงบริการสตรีมมิ่งจากแอปเปิลที่เลื่อนการเปิดตัวมานาน ก็มีแนวโน้มว่าจะเปิดให้บริการในปีนี้พร้อมกับเนื้อหาคุณภาพสำหรับผู้ชม แม้บริการสตรีมมิ่งจะไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่อย่าลืมว่าหัวใจของทุกสื่อคือคุณภาพและความหลากหลายของ “เนื้อหา” ที่จะเป็นตัวตัดสินว่าผู้บริโภคจะเทใจให้หรือไม่ และแน่นอนว่าผู้เล่นรายเดิมก็อาจได้รับผลกระทบไม่น้อยจากการที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

  1. ปลุกกระแส AR ด้วย Harry Potter: Wizards Unite

4

คนทั่วไปเริ่มรู้จักเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม หรือ ar (augmented reality) จากเกม Pokémon Go ที่ฮิตทั่วโลกเมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่ทราบหรือไม่ว่าบริษัท Niantic ผู้พัฒนา ได้ร่วมมือกับบริษัท WB Bros San Francisco ซุ่มทำเกม Harry Potter: Wizards Unite ที่มีเกมการเล่นคล้ายคลึงกับ Pokémon Go เพียงแต่เปลี่ยนไปอยู่ในจักรวาล Harry Potter กับ Fantastic Beast และพร้อมปล่อยให้เล่นฟรีบน iOS กับ Android ในปีนี้ ลองคิดดูว่าขนาด Pokémon Go ยังฮิตขนาดนั้น แล้วกับจักรวาล Harry Potter ที่มีผู้คนติดตามทั่วโลก และมีภาพยนตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง จะฮิตขนาดไหน เมื่อทุกคนที่มีสมาร์ทโฟนสามารถรับบทเป็นพ่อมดแม่มดร่ายเวทมนต์จัดการสัตว์ประหลาดบนโลก ar ได้แบบเดียวกับที่อ่านในนิยายและนักแสดงในภาพยนตร์

  1. บล็อกเชน: จากสูงสุดสู่สามัญ

5

ภาวะกระทิงที่เกิดขึ้นกับตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเมื่อปลายปี 2017 ได้นำมาซึ่งกระแสกลัวตกเทรนด์ หรือ FOMO (Fear Of Missing Out) แก่นักลงทุนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ผู้ซึ่งต่อมาก็ถูกหมีไล่ตะปบจนติดดอยตามกันไปเมื่อปีที่แล้ว แต่นั่นเป็นเพียงภาพที่คนทั่วไปเห็น เพราะเบื้องหลังแล้ว เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคริปโทเคอร์เรนซี กำลังวางรากฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในแง่กฎระเบียบและการนำไปใช้งานในภาคธุรกิจ

ยกตัวอย่างในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้เห็นชอบการให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลแก่ผู้ประกอบการในไทย ทำให้ผู้สนใจสามารถซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างมั่นใจผ่านบริการที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานผู้กำกับดูแล ซึ่งไทยนับเป็นประเทศแรก ๆ ที่มีการออกใบอนุญาตแก่กิจการลักษณะนี้ ส่วนการนำไปใช้งานจริงก็มีตัวอย่างที่โดดเด่นคือ การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้ในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างอาคารในโครงการ T77 ของแสนสิริ เป็นอาทิ นี่ยังไม่นับโครงการเกี่ยวกับบล็อกเชนอีกไม่น้อยที่อาจไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โต ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ประกอบการลงคะแนนเสียง การป้องกันการปลอมแปลงปริญญาบัตร หรือการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นข้อพิสูจน์ว่า บล็อกเชนคือเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง และไม่ได้เป็นเพียงกระแสหรือสิ่งหลอกลวง เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะเข้าสู่กระแสรับรู้ของคนทั่วไป

สรุป

เทรนด์เทคโนโลยีแห่งปี 2019 ยังคงเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจากสิ่งที่มีอยู่เดิม เพียงแต่จะมีความเร็วมากขึ้นและหลากหลายขึ้น ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นกว่าเดิม บางสิ่งอาจเป็นของใหม่จริงแต่ก็อาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะถึงจุดที่เรียกว่า “คุ้มค่าน่าคบหา” ขอให้โชคดีปีหมูทองครับ

โฆษณา