ประเด็นน่าจับตาของวงการคริปโตปี 2562

ปีที่แล้วนับได้ว่าเป็นปีโดนหมีตะปบของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลโดยแท้ เห็นได้ชัดจากมูลค่าของคริปโตเคอเร็นซีกับโทเคนดิจิทัลหลายรายการที่ปรับลดลงกว่าร้อยละ 80 – 90 ทำให้นักลงทุนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดในช่วงตลาดขาขึ้นต่างขาดทุนกันถ้วนหน้า และมีไม่น้อยที่ยกธงขาวแล้วถอนตัวออกจากวงการไป

ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ประเทศไทยก็เข้าสู่ฤดูร้อนเป็นที่เรียบร้อย แต่ความเคลื่อนไหวในแวดวงสินทรัพย์ดิจิทัลกลับไม่ร้อนแรง ไม่หวือหวา และไม่มีประเด็นตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งตามสื่อกระแสหลักมากนัก แต่หากแหวกม่านดูจะพบว่า ปีนี้เป็นปีที่วงการสินทรัพย์ดิจิทัลมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยมีหลายประเด็นที่ถือได้ว่าเป็นการวางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมนี้เตรียมพร้อมพุ่งทะยานต่อไป

ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง

          ก่อนที่เราจะเข้าสู่ประเด็นน่าสนใจที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ผมขอทบทวนประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วสักนิด เริ่มจากการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการพัฒนา dapp (decentralized application) บนบล็อคเชน 2 รายใหญ่ ได้แก่ Tron กับ EOS ซึ่งทั้งคู่ต่างถูกจับตามองว่าจะมาเป็น “ผู้พิชิต” Ethereum แต่หากนับจำนวน dapp ของแต่ละแพลตฟอร์มจะพบว่า Ethereum ยังคงครองความเป็นจ้าว ด้วยจำนวน dapp กว่า 2,000 รายการ ขณะที่ EOS มีอยู่ 200 กว่ารายการ และ Tron มีเพียงประมาณเกือบ 190 รายการเท่านั้น

1

ทิศทางการระดมทุนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ ICO (Initial Coin Offering) ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนเช่นกัน แม้ว่าในภาพรวมแล้วปี 2561 จะเป็นปีที่มีโครงการ ICO เกิดขึ้นมากกว่าปี 2560 (ยอดรวม 2,284 โครงการในปี 2561 เมื่อเทียบกับยอดรวม 996 โครงการในปี 2560) แต่โครงการส่วนใหญ่เปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี และค่อยลดน้อยลงเมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่เข้าสู่ภาวะซึมยาว ทำให้นักลงทุนรายย่อยไม่กล้าเข้าไปลงทุน และอีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการควบคุมอย่างเข้มงวดของหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องการปกป้องนักลงทุน ทำให้ ICO ใหม่เกิดขึ้นได้ยาก

ประเด็นสุดท้ายที่ต่อเนื่องกันคือ เมื่อปีที่แล้วได้เกิด stablecoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่ากับสินทรัพย์จริง อาทิ Gemini Dollar (GUSD) จากบริษัท Gemini Trust Company ของสองพี่น้องฝาแฝด Winklevoss ที่อ้างอิงมูลค่ากับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และ Tiberius Coin (TCX) จาก Tiberius Group AG บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์และค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์จากสวิตเซอร์แลนด์ ที่อ้างอิงมูลค่าจากโลหะมีค่าอย่างทองคำ ทองแดง และอลูมิเนียม ฯ

ประเด็นน่าจับตาในปีนี้

          หากปีที่แล้วคือปีที่สร้างความสับสนให้กับตลาดอย่างหนัก ปีนี้คงเป็นปีที่ตลาดเริ่มตั้งสติและหันมาให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมน้องใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎระเบียบที่จะเป็นการกำหนดว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ ด้านระบบที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้บล็อคเชนรองรับการธุรกรรมจำนวนมากด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำ รวมไปถึงการเข้ามาของนักลงทุนสถาบันที่จะทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น

ประเด็นแรกคือ การพัฒนาโครงการบล็อคเชนใหม่จะให้ความสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่เป็นการวาดฝัน หรือโฆษณาหลอกลวงว่าจะได้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ อันเป็นสาเหตสำคัญที่ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามากวดขันอย่างเข้มงวด ยกตัวอย่าง Walmart ได้ประกาศว่าจะนำบล็อคเชนมาใช้ในการติดตามแหล่งที่มาของสินค้า เนื่องจากเป็นฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลภายในได้ ขณะที่ Amazon ก็วางแผนเพิ่มคุณสมบัติรองรับบล็อกเชนสำหรับลูกค้า AWS ให้สามารถนำประโยชน์ของฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ไปใช้ได้ในโครงการของตัวเอง ส่วน Facebook ก็แสดงความสนใจที่จะพัฒนาคริปโตเคอร์เรนซีสำหรับใช้ในแพลตฟอร์มของตนซึ่งรวมถึง WhatsApp และ Instagram ด้วย

2

นอกจากเราจะได้เห็นการนำบล็อกเชนมาใช้ในอุตสาหกรรมข้างต้นแล้ว ตลาดคู่ขนานที่มาแรงไม่แพ้กันและมีแนวโน้มจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวได้มากที่สุดก็คือ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือ IoT (Internet of Things) โดย Statista ได้คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีอุปกรณ์ IoT ใช้งานทั่วโลกถึง 2.6 หมื่นล้านชิ้น และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในปีถัดไป ส่วนสาเหตุที่เทคโนโลยีบล็อกเชนเหมาะกับอุปกรณ์ IoT ก็เพราะความเป็นฐานข้อมูลกระจายศูนย์ทำให้นักเจาะระบบทำงานได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีกำลังประมวลผลสูงมากจึงจะสามารถเข้าไปป่วนระบบได้ และด้วยความที่ข้อมูลในอดีตจะคงอยู่ตลอดกาลนั้นทำให้สะดวกต่อการเก็บบันทึกการใช้งาน (log) การติดต่อสื่อสาร และการทำธุรกรรมอีกด้วย

จากการที่บล็อกเชนมีแนวโน้มเข้ามาป่วน (disrupt) ในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการเงิน นักลงทุนสถาบันและหน่วยงานกำกับดูแลจึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้ และพร้อมปรับตัวก่อนที่จะสายเกินไป ยกตัวอย่างประเทศไทย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงทดลองโครงการ “อินทนนนท์” ซึ่งเป็นระบบบล็อกเชนสำหรับใช้ในการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินโดยการใช้สกุลเงินดิจิทัลจำลองที่ธนาคารกลางเป็นผู้ออก ซึ่งผลการทดลองเบื้องต้นพบว่า ระบบนี้มีศักยภาพในการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพของระบบการชำระเงิน ทั้งการลดต้นทุนและการบริหารจัดการสภาพคล่อง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระหว่างการศึกษาการระดมทุนด้วยวิธี STO (Security Token Offering) เพื่อนำไปสู่การออกกฎระเบียบที่เหมาะสมต่อไป

3

กล่าวถึงด้านการลงทุนแล้ว เทคโนโลยีบล็อกเชนทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าสูงได้ง่ายขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่านักลงทุนรายย่อยมีทางเลือกในการลงทุนไม่มากนัก เพราะการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากมักมีระเบียบสงวนไว่ให้กับนักลงทุนรายใหญ่หรือมหาเศรษฐีเท่านั้น แต่ด้วยการเข้ามาของสินทรัพย์ดิจิทัลและกระบวนการ “เปลี่ยนให้เป็นโทเคน” (tokenization) หรือการสร้างตัวแทนในรูปแบบดิจิทัลของสินค้าขึ้นมา จะเป็นการเปิดโลกการลงทุนให้กว้างขึ้นอย่างมาก ยกตัวอย่าง การ tokenize งานศิลปะมูลค่าสูง ก็คือการสร้างโทเคนของงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมาพร้อมกับการมีกลไกบางอย่างที่ระบุว่าโทเคนนี้มีมูลค่าเท่ากับงานศิลปะชิ้นนี้ ข้อดีของกระบวนการนี้คือ สามารถแบ่งย่อยหน่วยของโทเคนลงไปได้ตามต้องการ ซึ่งก็หมายความว่ามูลค่าเริ่มต้นของโทเคนย่อยอาจไม่สูงมากเกินกำลงซื้อของคนทั่วไป ทำให้สามารถซื้อหามาเป็นเจ้าของและเปลี่ยนมือได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อนจนกระทั่งการมาถึงของบล็อกเชน

5

แม้ว่าเราอาจไม่เห็นมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นราวติดจรวดเหมือนช่วงปลายปี 2560 แต่อุตสาหกรรมนี้จะยังไม่สูญสลายไปสิ้นอย่างแน่นอน ยกตัวอย่าง Bitcoin ซึ่งแม้ว่ามูลค่าจะลดลงมามาก แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีตสัก 3-4 ปีจะเห็นว่ามูลค่าได้เพิ่มขึ้นมาไม่น้อยอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาด นี่ยังไม่นับรวมสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นอย่าง Ethereum, Ripple หรือ EOS ที่ต่างมีชุมขนและนักพัฒนาช่วยกันกำหนดแนวทางและผลักดันสร้างรากฐานของอุตสาหกรรมนี้ให้แน่นขึ้น พร้อมรองรับตลาดขาขึ้นต่อไป

สรุป

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ประสบภาวะขาลงอย่างรุนแรงตลอดทั้งปีที่แล้วทำให้ตลาดปีนี้เคลื่อนไหวไม่หวือหวา ราวกับได้สติและหันมาให้ความสำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ปีนี้เราจะได้เห็นการเข้ามาของภาคธุรกิจขนาดใหญ่กับนักลงทุนสถาบันที่ศึกษาและมีแผนงานนำเทคโนโลยีนี้มาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่นักลงทุนรายย่อยก็มีแนวโน้มเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าสูงที่ผ่านกระบวนการ tokenize ทำให้ซื้อขายและเปลี่ยนมือได้สะดวกมากขึ้น ด้วยศักยภาพที่มากล้นของเทคโนโลยีบล็อกเชนทำให้ชุมชนและนักพัฒนายังคงขะมักเขม้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่คู่กับเราไปอีกนานครับ

โฆษณา