สมาร์ทโฟนพับจอได้ : ของจริงหรือแค่โชว์?

เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่เราได้เป็นพยานของการปฏิวัติสมาร์ทโฟน ที่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงและจัดการพฤติกรรมการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เล็ก ๆ ที่อยู่ในกระเป๋าของเราได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณสมบัติให้เก่งกาจทัดเทียม และอาจถึงขั้นเข้ามาแทนที่คอมพิวเตอร์บนโต๊ะหรือบนตักที่เราคุ้นเคยกันดี แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปน้อยมากคือรูปร่างหน้าตาของมัน

หากเปรียบเทียบ iPhone XS กับ iPhone รุ่นแรกที่เปิดตัวเมื่อปี 2550 จะเห็นว่าหน้าตาไม่ได้หนีห่างกันมากนัก จริงอยู่ที่โมเดลรุ่นปัจจุบันอาจเพรียวกว่า หน้าตาสดใสกว่า และมีหุ่นอ้อนแอ้นมากกว่า แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังเป็นเพียงแค่แท่งอิเล็กทรอนิกส์สี่เหลี่ยมที่รอการปลดระวางด้วยการแทนที่แท่งอิเล็กทรอนิกส์สี่เหลี่ยมที่ใหม่กว่าเท่านั้น

เมื่อสมาร์ทโฟนไร้ซึ่งการปฏิวัติรูปร่างหน้าตาเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ผลิตหลายรายเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ฉีกแนว โดยแนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจนในปีนี้คือ “สมาร์ทโฟนพับจอได้” ที่มีแบรนด์ดังอย่าง Samsung และ Huawei นำทางเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มีคุณลักษณะดังกล่าวตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเชื่อได้เลยว่าอีกไม่นานก็จะตามมาด้วยแบรนด์อื่นอย่างแน่นอน แต่คำถามสำคัญคือ สมาร์ทโฟนพับจอได้เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อใคร?

ย้อนอดีต

แนวคิดสมาร์ทโฟนพับจอได้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงคุ้นเคยกับหน้าตาของมันมาบ้างแล้วกับ concept design ที่แชร์กันให้ว่อนในโลกออนไลน์มาตลอดระยะเวลาหลายปี แต่มันก็ยังคงเป็นแนวคิดอยู่แบบนั้น จนกระทั่งเมื่อปี 2560 ที่ Samsung ได้ประกาศว่าทางบริษัทกำลังพัฒนาสมาร์โฟนพับจอได้และหมายมั่นปั้นมือว่ามันคืออนาคตของคอมพิวเตอร์พกพา

1
concept design มือถือพับจอได้ที่เราเห็นว่อนเน็ตจนชินตา

อุปสรรคสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมให้อยู่ยั่งยืนยงไม่ใช่เป็นเรื่องของต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอุปสงค์จากตลาดผู้บริโภคด้วย โดยทั้งสองประเด็นต้องดำเนินไปอย่างสอดรับกัน เป็นเรื่องปกติที่การพัฒนานวัตกรรมต้องอาศัยต้นทุนการดำเนินงานที่สูงมาก ยิ่งถ้านวัตกรรมนี้ถูกฟูมฟักในห้องทดลองของภาคเอกชน ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการแสวงผลกำไรสูงสุดแล้วล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องสามารถแปลงนวัตกรรมให้เป็นสินค้าที่สามารถขายได้ด้วย แต่ปัจจุบันอุปสงค์ของสมาร์ทโฟนพับจอได้ยังคงต่ำ ผู้ผลิตจึงต้องชดเชยด้วยการตั้งราคาขายที่สูงมาก ยกตัวอย่าง Samsung Galaxy Fold มีราคาขายเริ่มต้นราว 2,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 60,000 บาท) ส่วน Huawei Mate X มีราคาเริ่มต้นที่ 2,600 เหรียญ (ราว 82,000 บาท) เลยทีเดียว

2
Samsung Galaxy Fold

ต้องขาย ฉันจึงรอด

สาเหตุประการหนึ่งที่ผู้ผลิตเริ่มทยอยเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับจอได้คือ ความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นยอดขายจากผู้บริโภค เพื่อให้บริษัทอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ผลิตเบอร์ต้น ๆ อย่าง Apple กับ Samsung ต้องเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกปี แม้ว่าแต่ละรุ่นที่ออกมาใหม่นั้นไม่ค่อยมีคุณสมบัติอะไรที่หวือหวามากนักก็ตาม โดยทำไปพร้อมกับการผลักดันราคารุ่นพรีเมียมให้สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อชดเชยกับแนวโน้มผู้บริโภคที่เปลี่ยนมือถือใหม่ช้าลง

3
Huawei Mate X

ความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นรายได้ของผู้ผลิตที่เองที่ทำให้ต้องเร่งสร้างนวัตกรรมเพื่อเป็นผู้นำของวงการ ปัจจุบันนวัตกรรมดังกล่าวก็คือ “สมาร์ทโฟนพับจอได้” ซึ่งในสายตาของผู้ผลิตแล้วมีคุณค่ามากพอที่จะตั้งราคาขายไว้สูงมากในช่วงเริ่มต้น ประกอบกับการทำกิจกรรมการตลาดที่เน้นเจาะเฉพาะลูกค้าระดับบนเท่านั้น เพื่อให้ภาพลักษณ์ของสินค้าเป็นเหมือนกับของสูงที่อยู่ไกลเกินเอื้อม ซึ่งมีเฉพาะคนเงินถึงเท่านั้นที่จะสัมผัสได้

ผมไม่ปฏิเสธความน่าสนใจและศักยภาพที่มีอยู่ในเทคโนโลยีจอพับได้ จะไม่ดีกว่าหรือหากเราซื้ออุปกรณ์เพียงตัวเดียว แต่ได้มือถือที่สามารถกางจอออกเป็นแท็บเล็ตได้ทันทีที่ต้องการ เพราะไหน ๆ สมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตมักใช้ระบบปฏิบัติการตัวเดียวกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นนี้ได้นำเรามาสู่คำถามสำคัญ นั่นคือ …

ความเทอะทะและความทนทาน

เทคโนโลยีจอภาพแบบพับได้ถูกพัฒนามานานหลายปีแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับการนำมาประยุกต์ใช้ในอุปกรณ์ของผู้บริโภคเนื่องด้วยจุดอ่อนสองประการ ประการแรกคือ ความเทอะทะ โดยสิ่งที่มักเป็นจุดอ่อนของอุปกรณ์ประเภท ทู อิน วัน ก็คือ มันมักจะทำอะไรไม่ได้เยี่ยมยอดเลยสักอย่าง ซึ่งก็ไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี เพียงแต่ผู้บริโภคต้องยอมรับข้อด้อยของมันได้เท่านั้น และสำหรับสมาร์ทโฟนพับจอได้ ความเทอะทะและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอันเกิดจากการที่ต้องพับจอ คือประเด็นสำคัญที่ผู้ซื้อต้องคำนึงถึง เพราะที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับอุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะบางเบา สามารถใส่ในกระเป๋ากางเกงได้อย่างสะดวก และควักมาถ่ายเซลฟี่ได้ทันทีที่อารมณ์ถวิลหา แล้วเราจะยอมรับกับอุปกรณ์ ที่แม้ว่าอาจทำได้หลายอย่างก็จริง แต่อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างทันทีเหมือนก่อนได้หรือไม่?

ประการที่สองคือ ความทนทาน สมาร์ทโฟนอาจไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทนทานที่สุด แต่ก็ได้รับการพัฒนาให้อึดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการกันฝุ่นละออง กันน้ำ หรือกันกระแทก ซึ่งผู้ผลิตทำได้อย่างไม่ยากลำบากนัก เพราะมักไม่มีชิ้นส่วนหรือกลไกที่เคลื่อนไหวได้ อันอาจไวต่อการสึกกร่อน ตรงกันข้ามกับสมาร์ทโฟนพับจอได้ที่อย่างน้อยจะต้องมีกลไกลที่สามารถกางจอ ซึ่งเราจะมั่นใจได้อย่างไรกันว่า กลไกนี้จะไม่พังก่อนเวลาอันควร? ยิ่งราคาขายที่แพงแสนแพงด้วยแล้ว ผู้ผลิตคงต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคว่า มันคุ้มค่าที่จะควักเงินมาเป็นเจ้าของ

4
สมาร์ทโฟนพับจอได้ที่บางและเบาแบบนี้ คงเป็นความฝันของใครหลายคน

สรุป

ด้วยยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกที่ไม่ได้หวือหวาเหมือนเมื่อหลายปีก่อน ผู้ผลิตต่างพยายามเร่งหานวัตกรรมที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายเพื่อให้อยู่รอด นวัตกรรมที่ว่าคือ “สมาร์ทโฟนพับจอได้” ที่แม้ว่าอาจจะไม่ใช่เทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับผู้บริโภคแบบเต็มร้อย แต่ก็โดดเด่นมากพอที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะลูกค้าระดับบนในช่วงเริ่มต้น ก่อนที่จะผ่องถ่ายเทคโนโลยีมายังโมเดลสำหรับตลาดระดับกลาง-ล่างต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าอุปกรณ์ประเภทใหม่นี้ยังต้องการการพิสูจน์อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกในการใช้งาน หรือความทนทานที่ต้องมากพอที่จะเรียกได้ว่าคุ้มกับเงินที่ควักจ่ายไป แม้ว่าจะเต็มไปด้วยคำถาม แต่ผมก็ยอมรับว่าตื่นเต้นกับนวัตกรรมนี้ หลังจากที่ไม่ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ในตลาดสมาร์ทโฟนมานาน

โฆษณา