Cultured Meat: เนื้อยุค 4.0

Cultured Meat หรือเนื้อที่ได้รับการเลี้ยงในห้องทดลอง ถูกมองว่าจะสามารถเข้ามาแทนที่เนื้อที่ได้จากการทำปศุสัตว์ เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง สามารถปรุงแต่งรสชาติและเพิ่มสารอาหารได้จากห้องทดลอง และที่สำคัญ ไม่มีการฆ่าสัตว์ในระหว่างกระบวนการ จึงตอบโจทย์กลุ่มคนรักสัตว์ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับต้นทุนที่ถูกลงเรื่อย ๆ จึงทำให้ Cultured Meat เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าศึกษาและจับตามองมากที่สุดในปัจจุบัน

Cultured Meat 101

          การผลิต Cultured Meat เริ่มจากการนำสเต็มเซลล์ของสัตว์ต้นแบบมาเพาะเลี้ยงในถังหมักด้วยน้ำเลี้ยงที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสเต็มเซลล์ภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งเนื้อแต่ละชนิดก็จะมีความต้องการสารอาหารและสภาพการเพาะเลี้ยงที่แตกต่างกันไป ปัจจุบัน Cultured Meat มีทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู และเนื้อปลาทูน่า แต่ยังไม่มีการจำหน่ายเป็นการทั่วไป เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายรองรับ

1

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมาสทริชท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้นำเสนอเบอร์เกอร์ที่ทำจาก Cultured Meat เป็นครั้งแรกผ่านรายการโทรทัศน์ของประเทศอังกฤษ จึงทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงเทคโนโลยีการผลิตเนื้อดังกล่าว โดยมีต้นทุนการผลิตขณะนั้นสูงถึง 478,993 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม แต่ว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีต้นทุนการผลิตได้ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้มีจำนวนสตาร์ทอัพหลายรายกระโดดเข้าสู่วงการ เช่น Mosa Meat ที่คาดการณ์ว่าเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและการแข่งขันในธุรกิจ จะช่วยให้ต้นทุนการผลิต Cultured Meat ลดลงเหลือเพียง 14.5 ดอลลาร์/กิโล ภายในปี 2563

ปัจจุบัน ได้มีบริษัทกว่า 30 รายทั่วโลกแข่งขันกันพัฒนาเพื่อให้ Cultured Meat สามารถวางจำหน่ายในตลาดได้ในปริมาณมาก (commercialize) ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำอย่าง Tyson, Cargill, Bell Food Group และนักลงทุนรายใหญ่อย่างเซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้งเวอร์จิ้นกรุ๊ป ต่างก็ร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ทั้งสิ้น

ผลกระทงเชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการบริโภค Cultured Meat

          หาก Cultured Meat ได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นสามารถวางจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปได้ ก็คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาระดับโลกได้หลายประการ เริ่มจาก ความขาดแคลนอาหาร ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO (Food and Agricultural Organization of the United Nations) คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 ประชากรโลกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 9,800 ล้านคน จากปัจจุบันราว 7,800 ล้านคน ทำให้ต้องใช้พื้นที่เพื่อการทำปศุสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่าการเลี้ยงสัตว์แบบเดิมอาจไม่สามารถผลิตเนื้อได้ตามความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงด้านโรคระบาดในสัตว์และการขาดแคลนพื้นที่เลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม เป็นต้น

ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นหนึ่งในประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาก Cultured Meat เช่นกัน เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำปศุสัตว์ต้องมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่สำหรับการเลี้ยงสัตว์ การใช้น้ำ การขจัดของเสียที่สัตว์ปล่อยออกมา และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า ภาคปศุสัตว์มีการปล่อยก๊าซดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 15 ของการปล่อยทั้งหมด สำหรับการใช้พื้นที่เลี้ยงสัตว์นั้น ปัจจุบันพื้นที่ป่าดงดิบในเขตแอมะซอนกว่าร้อยละ 70 ได้ถูกแผ้วถางเพื่อการทำเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ และการสูญเสียแหล่งโอโซนขนาดใหญ่ของโลก ด้วยผลกระทบดังกล่าว Cultured Meat จึงเป็นทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

2

นอกจากด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว Cultured Meat ยังอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับการบริโภคเพื่อสุขภาพ เพราะสามารถถูกดัดแปลงด้วยการเพิ่มสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น เพิ่มโปรตีนกับไขมันดี และลดไขมันที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย สามารถปรุงรสชาติให้เหมือนจริงได้ และที่สำคัญ มีความปลอดภัยกว่าเนื้อสัตว์ที่ได้จากการเลี้ยงแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจได้เนื้อที่มีการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะและเชื้อโรค อาทิ ไข้หวัดนก และไข้หวัดหมู

ความท้าทายของ Cultured Meat

Cultured Meat ยังต้องพบความท้าทายอีกมากกว่าจะสามารถเข้ามาแทนที่เนื้อที่ได้จากธรรมชาติ เริ่มจากการต้นทุนการผลิตที่ยังสูงเมื่อเทียบกับผลิตเนื้อแบบดั้งเดิม โดยต้นทุนการผลิตเนื้อวัวแบบดั้งเดิมในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7.2 ดอลลาร์/กิโล ขณะที่คาดว่าต้นทุนการผลิต Cultured Meat ที่เลียนแบบเนื้อวัวจะเหลือที่ 14.5 ดอลลาร์/กิโล ภายในปี 2563 ซึ่งก็ยังคงสูงมากกว่าสองเท่า แต่ว่าการแข่งขันที่รุนแรงน่าจะช่วยให้ราคา Cultured Meat ลดลงมาเทียบเท่าเนื้อแบบดั้งเดิมได้ในที่สุด

3

ความท้าทายที่สอดคล้องและมีความสำคัญไม่แพ้กันคือ การยอมรับของผู้บริโภค ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ผลิต Cultured Meat ย่อมต้องใช้ทรัพยากรไม่น้อยไปกับการประชาสัมพันธ์และการตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคยอมรับเนื้อจากห้องทดลอง โดยต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับรสชาติและรสสัมผัสของเนื้อเพื่อให้ใกล้เคียงกับเนื้อทั่วไปมากที่สุด ซึ่งก็อาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยใด ๆ ที่ออกมายืนยันว่าการบริโภคเนื้อจากห้องทดลองจะไม่ส่งผลลบต่อร่างกายในระยะยาว ทำให้เป็นการซ้ำเติมภาพลักษณ์ที่ยังเทา ๆ ของ Cultured Meat ให้หม่นลงไปอีก

ที่สำคัญ การผลิต Cultured Meat ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์จริงหรือ? ผลการศึกษาล่าสุดจากทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ พบว่ากระบวนการผลิต Cultured Meat กลับส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการปศุสัตว์เสียอีก เนื่องจากถึงแม้ว่าการผลิต Cultured Meat จะช่วยลดการเกิดมีเทนจากสัตว์ แต่อาจไปเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดจากการใช้เครื่องจักรแทน โดยเฉพาะเมื่อต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม ความท้าทายข้อนี้สามารถทำให้ทุเลาลงได้ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้งานแทน ประกอบกับการใช้พลังงานสะอาดในโรงงานผลิต

สรุป

การผลิต Cultured Meat นับเป็นเทคโนโลยียุค 4.0 ที่น่าจับตามองว่าจะสามารถเข้ามาแทนที่การผลิตเนื้อแบบเดิมได้หรือไม่ และเมื่อไร ปัจจุบันราคาที่ยังสูงเมื่อเทียบกับเนื้อทั่วไปยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้มีผู้บริโภคเพียงบางกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ แต่จากแนวโน้มต้นทุนการผลิตที่ลดลงก็คาดว่าเราจะสามารถลิ้มลองเนื้อจากห้องทดลองโดยที่ไม่ต้องกรีดเนื้อตัวเองขายได้ในอีกไม่ช้า แต่ว่าความท้าทายที่ยังรอความชัดเจนกลับอยู่ที่ประเด็นผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์และต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งเราคงต้องรออ่านผลการศึกษาต่อไป

โฆษณา