Techno Retro: เทคโนโลยีใหม่ ไยต้องย้อนยุค!?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เรโทร” หรือ “วินเทจ” คือกระแสที่มาแรงมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นในสิ่งที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมป็อปทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ภาพยนตร์รีเมค ซีรีส์ทางโทรทัศน์ (เช่น Stranger Things ที่เซ็ตฉากทั้งเรื่องในเมืองเล็ก ๆ ของสหรัฐเมริกาในยุค ค.ศ. 1980) และงานออกแบบแกดเจทเทคโนโลยี เช่น กล้องถ่ายภาพ ที่ยัดนวัตกรรมล่าสุดเข้าไปไว้ในบอดี้ที่ออกแบบมาให้เหมือนกล้องฟิล์มรุ่นพ่อ โทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia 3310 ที่หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ เครื่องเล่นเกมคอนโซล SNES ของนินเทนโด และ PlayStation Classic ของโซนี เป็นต้น ซึ่งต่างล้วนขายดิบขายดีด้วยกันทั้งสิ้น เราจะมาดูกันครับว่า เหตุใดผู้คนต่างพากันโหยหา “ฟีลลิ่ง” เมื่อวันวานกันนัก

แกดเจทยุคก่อน “ไม่เยอะ” เท่ายุคนี้

แกดเจทและประดิฐกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยคัดกรองเพลงและภาพยนต์ตามความชอบของเรา ระบบอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งที่พร้อมตอบสนองความต้องการทันทีตามที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ และระบบสั่งการด้วยเสียงบนลำโพงอัจฉริยะอย่าง Amazon Echo และ Google Home ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรไปอย่างสิ้นเชิง

1

แต่ว่าความสะดวกสบายเหล่านี้ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายตามมา ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในการสูญเสียความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะ “จริต” และ “ความชอบไม่ชอบ” ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นต่อการปรับปรุงความสามารถของระบบปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ให้สามารถตอบสนองได้ตรงใจผู้ใช้ ระบบติดตาม (tracking) ด้วยเทคโนโลยี GPS ที่จำเป็นต่อการใช้งานแอปพลิเคชันแผนที่บนสมาร์ทโฟน และที่สำคัญ ระบบแจ้งเตือน (notification) จากสารพันแอปพลิเคชันที่คอยเรียกร้องความสนใจจากเราตลอดเวลา ทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกเหมือนโดนบังคับให้ต้องจับมือถือทุก 5 นาที ซึ่งเมื่อนานวันเข้าก็กลายมาเป็นพฤติกรรม “เสพติด” นำพาเราเข้าสู่ “สังคมก้มหน้า” อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

แกดเจทสมัยนี้จึง “เยอะ” เมื่อเทียบกับแกดเจทสมัยก่อน ที่เพียงแกะกล่อง ใส่ถ่าน เปิดเครื่อง ก็สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจ ผู้ใช้ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดูดข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ต้องกังวลว่าระบบแจ้งเตือนจะดังลั่นตอนตีสอง ไม่ต้องวิตกว่าจะถูกระบบติดตามพฤติกรรมใช้งานตลอดเวลา และหากจะเลิกใช้งาน ก็เพียงแต่ปิดเครื่อง เก็บเข้ากล่อง ออกไปเตะบอลเล่นกับเพื่อนสบายใจ เฮ่อ… นึกถึงวันวานจริง ๆ

จิตวิทยาว่าด้วยการโหยหาอดีต

ไม่เพียงแต่ผู้คนจะโหยหาวันวานเนื่องจากความเรียบง่ายของสิ่งประดิษฐ์สมัยก่อนเท่านั้น แต่จิตวิทยาก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เพราะอารมณ์ถวิลหาอดีตมีความเชื่อมโยงกับความรู้สึกทั้งเชิงบวกและลบที่เกิดขึ้นเมื่อเราย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ผู้อื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีการ 2 วิธีที่กระตุ้นให้ผู้คนเกิดอารมณ์โหยหาอดีต ได้แก่ แรงกระตุ้นจากภายนอก (external triggers) และ ความทุกข์จากภายใน (internal distress) ตัวอย่างแรงกระตุ้นจากภายนอก คือ รูป รส กลิ่น เสียง ที่เราสามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 รับรู้ได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจหากเราจะรู้สึกถวิลหาวันวานเมื่อได้ยินเพลงที่คุณแม่ชอบเปิดให้เราฟังตอนเด็ก ๆ หรือได้จับกล้องฟิล์มที่เคยใช้ถ่ายสาวตอนสมัยหนุ่ม ๆ เป็นต้น ส่วนตัวอย่างความทุกข์จากภายในคือ ความเบื่อหน่าย (boredom) กับ ความโดดเดี่ยว (loneliness) ที่อาจเป็นสาเหตุให้เราคิดถึงวันวานที่เคยสุขสันต์มากกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายในหรือภายนอก นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่า อารมณ์ถวิลหาอดีตสามารถช่วยให้เรารู้สึกดีกับตนเองมากขึ้น ทำให้รู้สึกเหงาน้อยลง และเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตใจ

2

แล้วมันเชื่อมโยงอย่างไรกับกระแสความนิยมแกดเจทรีโทรล่ะ? เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับวิดีโอเกมออกมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ผู้เข้ารับการทดสอบเขียนความเรียงเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับขณะเล่นวิดีโอเกม ผลการวิจัยพบว่า ผู้รับการทดสอบที่เขียนความเรียงเกี่ยวกับเกมที่เล่นเมื่อวันวานนั้น มีการแสดงอารมณ์ถวิลหาอดีตมากกว่าผู้เข้ารับการทดสอบที่เขียนความเรียงเกี่ยวกับเกมที่เพิ่งออกมาใหม่ โดยพบว่าในความเรียงนั้นมักมีคำพูดหรือประโยคที่สื่อให้ผู้อ่านทราบถึง “ความท้าทาย” และ “ความสนุก” มากกว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังพบประโยคที่แสดงให้เห็นว่าผู้เล่นมีความผูกพันกับตัวละครในเกม และบุคคลจากอดีตที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องขณะนั้น เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง หรือเพื่อนที่เคยนั่งเล่นเกมด้วยกัน การเกิดความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้ขึ้นเมื่อได้สัมผัสแกดเจทจากวันวานก็เพียงพอที่จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมผู้คนปัจจุบันถึงได้โหยหาอดีตกันนัก

ยิ่งง่ายยิ่งดี

          นอกจากความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อได้สัมผัสของเล่นรีโทรแล้วนั้น การออกแบบที่เรียบง่ายของแกดเจทสมัยก่อนก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เรียกร้องให้ผู้คนถวิลหาอดีตด้วยเช่นกัน

สมาร์ทโฟนเป็นตัวอย่างที่ดี ก่อนที่ iPhone จะออกมานั้น โทรศัพท์มือถือได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ยกตัวอย่าง Nokia 3310 ที่สามารถทำได้เพียงคุยโทรศัพท์ ส่งข้อความ และเล่นเกมงูกินหาง แต่ก็ขายดิบขายดีจนกลายเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่สมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบันสามารถทำอะไรได้หลายอย่างก็จริง แต่ก็มักอยู่ไม่ยืด แค่เพียง 2-3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนเครื่องเพื่อไล่ตามคุณสมบัติใหม่ ๆ ให้ทัน ซึ่งการอัปเกรดเครื่องบางครั้งก็ต้องจำใจยอมรับคุณสมบัติเดิมที่ถูกหั่นทิ้งอย่างน่าเสียดาย ยกตัวอย่าง ช่องเสียบหูฟัง ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าสมาร์ทโฟนรุ่นถัด ๆ ไปจะไม่มีอีกแล้ว ขณะที่หูฟังคุณภาพดีจำนวนไม่น้อยยังต้องทำงานร่วมกับช่องเสียบดังกล่าวอยู่ เป็นต้น ส่วนผู้ใช้ก็เหมือนถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้หูฟังไร้สาย ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องมีรุ่นใหม่ ๆ ออกมาทุกปี แล้วยังต้องคอยชาร์จแบตเตอรี่อีกด้วย …

3

เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากผู้คนจะถวิลหาความเป็น “แอนาลอก” ของแกดเจทหากทำได้ เช่น กล้องถ่ายรูป ซึ่งกล้องฟิล์มรุ่นคุณพ่อต่างพากันขายดี เพราะไม่ต้องกลัวว่าซื้อมาแล้วจะตกรุ่นภายในหนึ่งปี (เพราะไม่มีบริษัทไหนพัฒนากล้องฟิล์มอย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว) หรือตามหา “ความไม่สมบูรณ์แบบ” ของแผ่นเสียงไวนิล เนื่องจากความหายากช่วยเพิ่มมูลค่าทางจิตใจให้กับผู้ซื้อนั่นเอง

สรุป

ความโหยหาอดีตที่เกิดขึ้นกับวงการเทคโนโลยีสะท้อนความจริงที่ว่า ผู้บริโภคยุคปัจจุบันต้องการประสบการณ์การใช้งานแกดเจทที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานพื้นฐานได้ และต้องไม่ทำให้รู้สึกเหมือนโดนยัดเยียดให้เปลี่ยนไปใช้ของใหม่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวังการใช้จ่าย หากบริษัทใดสามารถจับทิศทางนี้ได้ ก็ย่อมต้องถูกจาต้องใจผู้บริโภคแน่นอน

โฆษณา