5 เทคโนโลยีน่าจับตาแห่งปี 2020

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีส่วนในการพัฒนาผลิตภาพทางเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ได้สร้างความท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดแรงงานที่ล้นเกินเนื่องจากงานบางลักษณะสามารถใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำแทนได้ องค์การทั้งรัฐและเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์พันธกิจขององค์การ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตลอดจนบริหารความเสี่ยงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด และต่อไปนี้คือ 5 เทคโนโลยีที่ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักคาดว่าจะเข้ามามีอิทธิพลต่อโลกของเราในปีหน้า

AI-as-a-service เมื่อใคร ๆ ก็ใช้ AI ได้

2

ทุกวันนี้เราคุ้นเคยกับระบบ Software-as-a-Service (SaaS) เช่น Dropbox, MailChimp และ Slack ซึ่งเป็นรูปแบบการเช่าบริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีข้อดีคือใช้เงินลงทุนต่ำ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านไอที เพราะระบบหลักจะถูกควบคุมโดยผู้ให้บริการ SaaS  และมีความสะดวกรวดเร็วในการติดตั้งใช้งาน ทำให้องค์การขนาดเล็กสามารถเข้าถึงบริการซอฟต์แวร์ประสิทธิภาพสูงได้เช่นเดียวกันองค์การขนาดใหญ่

ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่ค่อย ๆ เข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันและระบบการทำงานในองค์การมากขึ้น ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงได้แข่งขันพัฒนา AI เพื่อช่วงชิงความเป็นที่หนึ่ง แต่ก็แน่นอนว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านต้นทุนการพัฒนาที่สูงมาก ตลอดจนการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI เป็นการเฉพาะ

ด้วยเหตุนี้หลายบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ของโลกอย่าง Microsoft, Google และ Amazon ต่างพัฒนาแพลตฟอร์ม AI-as-a-Service ซึ่งใช้โมเดลธุรกิจเช่นเดียวกับ SaaS เพียงแต่จะเป็นการให้บริการการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI แทนที่จะเป็นให้เช่าใช้ซอฟต์แวร์ ลูกค้าเพียงแต่อัปโหลดข้อมูลที่ต้องการวิเคราะห์ขึ้นระบบคลาวด์เท่านั้น ระบบก็จะประมวนผลให้ได้คำตอบที่ต้องการ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเสียทรัพยากรในการพัฒนาระบบ AI ของตัวเอง

5G อีกระดับของการสื่อสารไร้สาย

3

หากระบบ 3G สามารถทำให้เราใช้สมาร์ทโฟนในการท่องเว็บได้อย่างไหลลื่น และระบบ 4G ทำให้เราสามารถรับชมวีดิโอและใช้บริการสตรีมมิ่งได้อย่างไร้รอยต่อ ระบบ 5G คือนวัตกรรมล่าสุดที่อาจทำให้เราไม่จำเป็นต้องติดตั้งอินเทอร์เน็ตประจำบ้านอีกต่อไป และทำให้การสื่อสารระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักรสามารถเป็นไปได้จริง

ปัจจุบันระบบ 5G ยังอยู่ในขั้นของการทดลองใช้ในบริเวณจำกัด เช่น นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค และสถาบันการศึกษา เนื่องจากต้นทุนการติดตั้งและการดำเนินการที่สูงมาก และอุปกรณ์ที่รองรับได้นั้นยังไม่มีจำหน่วยตามร้านค้าปลีกทั่วไปมากนัก แต่ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า เมื่อโครงข่าย 5G ได้รับการติดตั้งเป็นวงกว้าง และสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ 5G อื่นสามารถวางจำหน่ายในราคาที่จับต้องได้ ระบบ 5G ย่อมกลายมาเป็นมาตรฐานการสื่อสารไร้สายเช่นเดียวกับ 4G ในปัจจุบัน

ประโยชน์ของ 5G ไม่ได้มีเพียงแค่ความเร็วในการอัปโหลด/ดาวน์โหลดที่มากกว่าเดิมเท่านั้น แต่ช่วงความกว้างของสัญญาณที่มากขึ้นยังหมายความว่าองค์การสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเครือข่ายไร้สายภายในที่มีความเสถียรมากขึ้น สามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ครั้งละมาก ๆ รวมถึงนำไปใช้งานร่วมกับระบบอัตโนมัติภายในองค์การ หุ่นยนต์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลและสื่อสารกับได้อย่างฉับไว

ยานยนต์อัตโนมัติ ฝันที่ไม่ไกลเกินจริง!?

4

ทุกคนต่างเฝ้าฝันถึงยานพาหนะที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองมานานมากแล้ว แต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ปรากฎความคืบหน้าของการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวมากกว่าในยุคไหนสมัยใด Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla ผู้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าชื่อดัง ถึงกับคาดการณ์ไว้ว่าบริษัทของเขาจะสามารถพัฒนารถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนเองได้ 100% ได้ภายในปีนี้ ขณะที่ค่ายยานยนต์ทั้งหลายจะทยอยติดตั้งระบบอัตโนมัติ เช่น ระบบการเบรคอัตโนมัติและสลับเลนอัตโนมัติ ซึ่งจะค่อย ๆ เปลี่ยนรถธรรมดาให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงบนท้องถนนได้อย่างฉับไว และขับเคลื่อนได้เองในท้ายที่สุด

นอกจากระบบขับเคลื่อนแล้ว ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ระบบอื่นที่สำคัญในรถยนต์ก็จะเริ่มได้รับการอัปเกรดให้มีความเป็นอัตโนมัติมากขึ้น เช่น ระบบการรักษาความปลอดภัยภายในรถ และระบบความบันเทิงที่จะมีความชาญฉลาดมากขึ้นด้วยการพัฒนาให้มีความสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไป เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความต้องการของผู้ขับขี่ และไม่เพียงแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเท่านั้นจะมีความสามารถมากขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติ แต่ยานยนต์ในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งก็มีแนวโน้มได้รับการพัฒนาไปในทิศทางดังกล่าวด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังขวางกั้นการที่เราจะได้เห็นรถหุ่นยนต์วิ่งตามท้องถนนทั่วไปยังคงเป็นกฎหมาย ระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พร้อมรองรับ อีกทั้ง การเปลี่ยนแปลงยังสามารถเกิดขึ้นได้ยากและเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะมีหลายปัจจัยที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น การยอมรับของผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป ต้นทุนในการพัฒนาและจัดวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่อย่างน้อยภายในปีหน้านี้เราอาจได้เห็นการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นถึงความเป็นไปได้ในการใช้งานรถยนต์อัตโนมัติภายนอกแวดวงเทคโนโลยี

คอมพิวเตอร์วิทัศน์ ดาวเด่นหรือดาวร้ายของโลกเทคโนโลยี?

5

          คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Computer Vision) คือระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถระบุวัตถุสิ่งของ สถานที่ และใบหน้าของผู้คนโดยใช้กล้องตรวจจับและเซ็นเซอร์ ซึ่งทุกวันนี้พวกเราก็คุ้นเคยกันดีจากระบบ Face ID ของ Apple ที่สามารถใช้ใบหน้าเจ้าของในการปลดล็อค iPhone ระบบการค้นหาด้วยภาพของ Google และการแท็กบุคคลที่ปรากฏในภาพบน Facebook เป็นต้น

ทว่าภายในปีหน้านี้เรามีแนวโน้มได้เห็นระบบคอมพิวเตอร์วิทัศน์ถูกนำไปใช้ในสภาวะที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ติดตั้งบนหุ่นยนต์สำหรับสำรวจพื้นที่อันตราย และติดตั้งกล้องเล็ก ๆ บนสายพานการผลิตเพื่อตรวจสอบสินค้าที่มีสภาพไม่สมบูรณ์ก่อนส่งออก และนำไปใช้ร่วมกับกล้องรักษาความปลอดภัยตามบ้านเพื่อให้สามารถตรวจจับคนแปลกหน้าและแจ้งเตือนเจ้าบ้านได้ทันทีตลอด 24/7

อย่างไรก็ตาม ระบบคอมพิวเตอร์วิทัศน์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การรั่วไหลของข้อมูล และความรู้สึกหวาดระแวงที่เกิดขึ้นจากการถูกจับตามองตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ใช้รายใหญ่อย่างองค์การและหน่วยงานของรัฐ ต้องเร่งพัฒนากฎเกณฑ์การใช้งาน เพื่อให้เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง

บล็อกเชน ไปต่อหรือพอแค่นี้?

6

เทคโนโลยีบล็อกเชนได้รับการคาดหวังว่าจะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ภาคการเงิน ที่สามารถช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมด้วยการขจัดตัวกลาง ระบบโลจิสติกส์ ที่สามารถนำมาใช้ในการติดตามสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และภาครัฐ ที่สามารถนำมาใช้ในกระบวนการเลือกตั้งและการจดทะเบียนที่ดิน เป็นต้น

แต่จนแล้วจนรอด การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้ก็ยังคงอยู่ในแวดวงจำกัด เข่น ในองค์การขนาดใหญ่ โดยมักดำเนินการภายใต้รูปแบบ permissioned blockchain ซึ่งจำกัดการใช้งานให้กับเฉพาะผู้ได้รับอนุญาตภายใน ส่วนระบบ public blockchain โดยแท้อย่าง Bitcoin และ Ethereum นั้น ก็ยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายในมิติของการยอมรับจากประชาชนทั่วไป จึงเป็นเหตุให้อนาคตของบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหลายยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก

ยกตัวอย่าง Libra สกุลเงินดิจิทัลที่มี Facebook เป็นหัวหอกนำทีม ก็กำลังเผชิญหน้ากับแรงต้าน โดยเฉพาะจากฝั่งของผู้คุมกฎที่หวั่นเกรงว่าจะเข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการเงินทั่วโลก และเป็นเหตุให้ Mark Zuckerberg ต้องเผชิญหน้ากับการตอบคำถามจากสมาชิกรัฐสภาอเมริกันยาวนานหลายชั่วโมง และสร้างความสั่นคลอนให้กับบรรดาพันธมิตร จนหลายรายถึงกับชักธงขาวไม่ขอร่วมวงวานกับ Facebook ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลต่อทิศทางการพัฒนา Libra อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สรุป

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Facebook ในการพัฒนาสกุลเงิน Libra สะท้อนปัญหาที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีตัวป่วน (disruptive technology) ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ในความเป็นจริงแล้วความท้าทายไม่ได้เกิดจากความไม่พร้อมของเทคโนโลยี แต่เกิดจากความไม่พร้อมของปัจจัยอื่น เช่น กฎระเบียบ ความหวาดระแวงของผู้คน การยอมรับ ฯลฯ ซึ่งหลายเรื่องเป็นนามธรรมและต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ประชาชนทั่วไปอย่างเราจะสามารถทำได้คือ เรียนรู้ ยอมรับ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้นวัตกรรมทั้งห้าเหล่านี้สามารถแจ้งเกิดได้จริง