สมาร์ทโฟน : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2010) ผมได้ซื้อสมาร์ทโฟนของตัวแรกเป็นครั้งแรก สมาร์ทโฟนเครื่องนั้นคือ Samsung Galaxy S ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android หน้าจอสีสดใสขนาด 4 นิ้ว และตัวเครื่องที่เบาบาง สาเหตุที่ผมซื้อรุ่นนี้เพราะมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับ Android ว่าจะมีฝีไม้ลายมือขนาดไหนเมื่อเทียบกับ iOS ที่ถือเป็นมาตรฐานทองคำสำหรับระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์พกพา

สิบปีให้หลัง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสมาร์ทโฟนคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเราแบบกู่ไม่กลับ เพราะไม่เพียงมันสามารถรองรับการใช้งานพื้นฐานอย่างโทรศัพท์ (แหงล่ะ) ฟังเพลง และท่องโลกออนไลน์ได้เท่านั้น แต่ด้วยการมาถึงของ App Store ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้พัฒนาทั่วโลก ทำให้ทุกวันนี้เราสามารถจองที่พัก ซื้อตี๋วเครื่องบิน สั่งอาหาร เรียกแท็กซี่ แชทกับเพื่อน สตริมมิ่งภาพยนตร์ เล่นเกม ถ่ายภาพ อัดวีดิโอ ซื้อของ ชำระเงิน ลงทุน ฯลฯ ได้จากอุปกรณ์สี่เหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือ (หรือใหญ่กว่าเล็กน้อย) ได้อย่างสะดวก พูดง่าย ๆ ก็คือ สมาร์ทโฟนได้กลายมาเป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ยุคปัจจุบันไม่สามารถขาดได้อีกแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็น Boomer หรือ Gen X Y Z ก็ตาม

เพราะฉะนั้น ผมขอใช้เนื้อที่ในบทความนี้บอกเล่าให้ฟังว่าสมาร์ทโฟนได้สร้างผลกระทบใดกับสังคมเราบ้าง ตลอดจนความท้าทายที่อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญ ทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตครับ

อดีต

2

สมาร์ทโฟนเริ่มปรากฏตัวในตลาดมาพักใหญ่แล้ว สำหรับขาแชทคงจำ Blackberry ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมปุ่มคีย์บอร์ดได้ ทำให้เป็นที่ถูกใจบรรดาคนทำงานและนักธุรกิจเพราะสามารถพิมพ์โต้ตอบกับคู่สนทนาได้อย่างรวดเร็ว อีกค่ายหนึ่งที่ล้ำหน้าขึ้นมาอีกขั้นคือ Palm Treo และบรรดา Pocket PC ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติ Windows เวอร์ชันเฉพาะ ทำให้สินค้าจากฝั่งนี้สามารถใช้งานได้หลากหลายยิ่งกว่า และใช้งานได้อย่างสะดวกด้วยปากกาสไตลัส

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อ Apple เปิดตัว iPhone เมื่อ ค.ศ. 2007 ด้วยการออกแบบที่เรียบง่าย เข้าใจผู้ใช้งาน และระบบตอบสนองโดยใช้นิ้วสัมผัสที่ฉับไว ทำให้ iPhone ได้กลายมาเป็นมาตรฐานของการออกแบบสมาร์ทโฟนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ประกอบกับการมาถึงของ App Store ในปีถัดมาก็ได้ทำให้ความสามารถของสมาร์ทโฟนขยายออกไปแบบไม่รู้จบ และไปไกลกว่าที่บรรดาผู้บุกเบิกคิดไว้ตั้งแต่แรกมากเลยทีเดียว

แน่นอนว่ามีผู้นำก็ต้องมีผู้ท้าชิง Google ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android เมื่อ ค.ศ. 2008 และเปิดตัวแอปสโตร์ของตนเองในอีกไม่กี่เดือนให้หลัง จุดเด่นของ Android ที่ทุกท่านทราบดีก็คือความเป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิดที่ผู้ผลิตรายใดก็สามารถนำไปติดตั้งบนสมาร์ทโฟนของตนเองได้ ทำให้ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ใช้ Android มากกว่า 2.5 พันล้านชิ้นทั่วโลก และกล่าวได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นความพยายามจากหลายบริษัทในการที่จะขึ้นมาเป็นคู่แข่งอันดับสาม อาทิ Microsoft ที่พยามผลักดัน Windows Phone พร้อมสมาร์ทโฟนตระกูล Lumia ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เช่นเดียวกับ WebOS จาก HP (ในขณะนั้น) แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ทำให้ในปัจจุบันเหลือเพียง iOS กับ Android เท่านั้นบนอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน

ปัจจุบัน

3

          สมาร์ทโฟนได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในทุกระดับสังคม ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับ App Store และ Google Store ที่เป็นช่องทางให้เราขยายขอบเขตความสามารถของสมาร์ทโฟนไปได้ไม่รู้จักหมดสิ้นด้วยสารพันแอปพลิเคชันจากมันสมองของนักพัฒนาทั่วโลก ประกอบกับสมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีหลายรุ่นหลายราคาให้เลือก ผู้บริโภคทุกระดับจึงสามารถติดต่อกับเพื่อนฝูงผ่านโซเชียลมีเดีย เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และใช้บริการบนโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ การมาถึงของระบบ 4G ก็ช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสื่อสารที่รวดเร็ว การเรียกใช้ข้อมูลที่อยู่บนเครือข่ายจึงไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ทำให้เป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการยุค 4.0 ที่การมีพื้นที่บนโลกออนไลน์มีความสำคัญมากกว่าการมีทำเลที่ตั้งเป็นหลักแหล่ง

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายไม่ได้ทำให้สังคมบนโลกจริงของเราดีขึ้นเสมอไป งานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นระบุขัดเจนว่า การท่องโลกด้วยสมาร์ทโฟนมากเกินไปสิ่งผลทางลบต่อสุขภาพกายและจิต โดยทำให้เราอาจรู้สึกไม่พึงพอใจกับสิ่งที่เรามีและเป็นอยู่ในปัจจุบัน และอาจส่งผลให้เป็นโรคซึมเศร้า นอกจากนี้ ข้อมูลที่ไหลบ่าอย่างท่วมท้นและรวดเร็วอาจทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถแยกแยะข่าวลวงออกจากข้อเท็จจริง ฟีเจอร์คัดกรองในสังคมออนไลน์มีโอกาสทำให้เรารับรู้ข้อมูลข่าวสารจากมิติที่เราเชื่อ และนำไปสู่การรวมกลุ่มเพื่อปลุกระดม เกิดการแบ่งพรรคพวกโดยใช้ชาติพันธุ์ ศาสนา และแนวคิดทางการเมือง ส่วนฟีเจอร์ไลฟ์สดก็ถูกผู้ไม่หวังดีนำไปใช้ในการถ่ายทอดเหตุการณ์ล่อแหลม โดยที่ระบบคัดกรองอัตโนมัติบนแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่สามารถทำงานตอบสนองได้ทัน ส่วนข้อมูลส่วนบุคคลที่เราทิ้งไว้ในโลกออนไลน์ก็มีโอกาสที่จะถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และรอยเท้าออนไลน์ที่เกิดจากการใช้งานก็ดูเหมือนว่าจะถูกจับต้องอยู่ตลอดเวลา

อนาคต

4

ไม่มีใครปฏิเสธประโยชน์ของสมาร์ทโฟนในฐานะเครื่องมือที่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ดูเหมือนว่าแนวโน้มในอนาคตของแพลตฟอร์มโมบายจะมุ่งไปในทางปกป้องผู้ใช้งานมากขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ Apple ได้เปิดตัวฟีเจอร์ Screen Time ที่จะคอยย้ำเตือนเจ้าของเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของตนเอง ผู้ใช้สามารถจำกัดการใช้งานแอปพลิเคชันต่อวัน และสามารถตั้งค่าการใช้งานบนสมาร์ทโฟนของบุตรหลาน ช่วยไม่ให้อนาคตของชาติรู้จักโลกผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมอย่างเดียว เช่นเดียวกับฟีเจอร์ Digital Wellbeing บนระบบ Android ที่นำเสนอคุณลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่อุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนอย่างสมาร์ทวอซ ก็ถูกออกแบบมาให้กระตุ้นผู้ใช้ได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวันบ้าง และส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายด้วยการมอบรางวัลเป็นป้ายรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมทั้งมีฟีเจอร์ช่วยดูแลผู้ใช้งานอย่างกาตรวจจับการล้ม และการโทรฉุกเฉินทั่วโลก บน Apple Watch เป็นต้น

ขณะเดียวกันตัวฮาร์ดแวร์ของสมาร์ทโฟนเองก็มีแนวโน้มพัฒนาต่อไปอีกเช่นกัน ช่วงที่ผ่านมาเราได้เป็นพยานของการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่สามารถพับจอได้ แม้ว่าโมเดลแรก ๆ อาจจะยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง แต่หากได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความผิดพลาดก็มีความเป็นไปได้สูงว่าสมาร์ทโฟนแบบพับจอได้อาจกลายมาเป็นมาตรฐานทองคำของการการออกแบบสมาร์ทโฟนในยุคถัดไป ซึ่งก็จะช่วยเปิดโอกาสให้กับบรรดานักพัฒนาในการคิดค้นแอพที่จะช่วยดึงศักยภาพของฮาร์ดแวร์นี้ทอดหนึ่ง

แล้วสิ่งประดิษฐ์อะไรที่จะมาแทนสมาร์ทโฟน? ปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ แต่หากเราวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของสมาร์ทโฟนที่ Apple คือ trendsetter แล้วล่ะก็ เห็นทีต้องจับตามองค่ายนี้ให้ดีว่าจะคลอดผลิตภัณฑ์ใดออกมา ซึ่งข่าวล่าสุดระบุว่า Apple อาจเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะออกมาภายใน ค.ศ. 2021 แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแว่นตาดังกล่าวจะสามารถทำงานด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่ง iPhone หรือไม่ เพราะหากยังต้องใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน ก็คงเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมเช่นเดียวกันสมาร์ทวอซเท่านั้น

สรุป

สมาร์ทโฟนคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก ทั้งในแง่ของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สร้างงานและรายได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีส่วนก่อให้เกิดผลเชิงลบต่อผู้ใช้ที่ไม่ระมัดระวังในการเสพข้อมูลข่าวสาร และบริหารการใช้งานให้อยู่ในชอบข่ายที่เหมาะสม แต่ผลจะดีหรือร้าย สมาร์ทโฟนก็จะยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ส่วนอะไรจะเข้ามาแทนที่มันได้หรือไม่นั้น เวลาเท่านั้นคือคำตอบครับ