ขอต้อนรับสู่ 2020s ทศวรรษที่เทคโนโลยีจะเปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาล

          ย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษที่แล้ว โลกยังไม่รู้จัก iPad เทคโนโลยี 4G ยังมีราคาสูงและยังไม่แพร่หลาย ส่วน App Store ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ Grab คืออะไรไม่มีใครรู้จัก และผมยังต้องยกโทรศัพท์เรียกแท็กซี่และสั่งพิซซ่าอยู่ ทุกเช้าผมยังต้องเช็คอีเมลผ่านแล็ปท็อปตัวหนา ไล่อ่านข่าวไปทีละเว็บไซต์ หรือดูใน RSS ก่อนที่จะออกไปทำงาน พอเริ่มเข้างาน การสื่อสารกับลูกค้าหรือเพื่อนต่างแผนกยังคงเป็นการพูดทางโทรศัพท์ ส่งสำเนาเอกสารผ่านทางโทรสาร และยังต้องจัดทำทึกข้อความเพื่อนัดหมายและส่งวาระการประชุม ส่วนการเที่ยววันหยุดก็มักจะหมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่เคยอ่านเจอนิตยสาร รายการโทรทัศน์ หรือไถ่ถามจากเพื่อนนักเดินทาง การจองห้องพักคือการอ่านรีวิวในเว็บไซต์ แล้วจึงโทรไปจองกับเจ้าของ สะดวกหน่อยคือการจองตั๋วเครื่องบิน/ทัวร์ แล้วจึงไปจ่ายเงินที่ 7-11 แต่หากอยากพักผ่อนอยู่บ้าน ความบันเทิงที่อยู่ใกล้มือคือโทรทัศน์ หนังสือ และหนังแผ่นที่อาจขอยืมจากเพื่อน หรือโหลดบิตมา อดีตช่างดูเนิบช้า และหอมหวานนัก …

2

เทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้ผมแทบไม่ได้แตะแล็ปท็อป (ยกเว้นต้องการใช้โปรแกรม MS Office หรือ Adobe) และใช้ iPad เสพเนื้อหาออนไลน์แทบทุกชนิด ผมสมัครใช้บริการสตรีมมิ่งเนื้อหาสารพัดแบบ และใช้ Line เป็นหลักในการสื่อสารเรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็นนัดหมายประชุม ส่งไฟล์งาน หรือส่งสำเนาเอกสาร วันไหนที่ยุ่ง ๆ ผมสั่งอาหารออนไลน์ผ่าน Grab และเรียกรถไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนโดยใช้แอพเดียวกัน และหากจะไปเที่ยวที่ไหนล่ะก็ ปัจจุบันมีบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวจำนวนมากให้ผมได้หาข้อมูลสถานที่ ห้องพัก และการเดินทางได้อย่างง่ายดาย วันไหนครึ้มอกครึ้มใจนึกถึงเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานก็แอบโฉบไปแวบดู FB หรือ IG มันสักแวบหนึ่ง รู้ตัวอีกทีก็หมดไปชั่วโมงหนึ่งกับการลากนิ้วไปอย่างไร้จุดหมาย การช็อปปิ้งก็ง่ายดายเพียงนิ้วสัมผัส ส่วนสมาร์ทโฟนที่อยู่ในมือนั้นผมขอยกให้เป็นนวัตกรรมแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะสามารถใช้งานแทนได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร กล้องถ่ายรูป สมุดนัดหมาย แผนที่ GPS เครื่องสแกน เข็มทิศ อัลบัมภาพ นาฬิกาปลุก ไฟฉาย กล่องจดหมาย ทีวี วิทยุ เครื่องเล่นเกม ฯลฯ เรียกว่าคงไม่มีการลงทุนไปกับเงินสองสามหมื่นแล้วจะได้อะไรมากมายกลับมาได้ขนาดนี้ อนาคตช่างดูสดใสเสียนี่กระไร

อย่างไรก็ตาม ช่วงเปลี่ยนผ่านทศวรรษสู่ 2020s หลายฝ่ายเริ่มตระหนักถึงพิษภัยของเทคโนโลยีมากขึ้น สนามรบได้เปลี่ยนมาเป็นสงครามโดรน นักรบถือปืนได้วิวัฒน์เป็นกองทัพแฮกเกอร์ที่พร้อมเจาะระบบประเทศคู่อริ และปล่อยข้อมูลลับออกขายในดาร์คเว็บ บริษัท Boston Dynamics ได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วจนน่ากลัว ข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นบ่อน้ำมันที่เราเป็นเจ้าของ แต่กลับถูกบริษัทยักษ์ใหญ่สูบออกไปทำเงินเพื่อแลกกับการให้บริการที่เราคิดว่า “ฟรี” ข่าวลวงกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะส่งผลต่อการกำหนดกรอบคิดของคนในสังคม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ อันเป็นสถานที่ซึ่งดินทุกก้อนสามารถกลายเป็นดาวได้ภายในเวลาไม่กี่นาที และเป็นสถานที่ที่เราใช้ติดตามความเป็นไปของเพื่อน อิจฉา หมั่นไส้ไปกับภาพและวีดิโอที่มันโพสต์ แล้วก็จิตตกเพราะคิดไปเองว่าเรามีชีวิตที่ด้อยกว่า จนต้องหลบหนีไปอยู่ในโลกเสมือน ที่นับวันจะสมจริงยิ่งขึ้นและเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์อย่าง Ready Player One และซีรีส์ Westworld

3

ไม่แน่ว่าพอเราย่างเข้าปี 2030 ในอีกสิบปีข้างหน้า รถยนต์อาจไม่ต้องการคนขับอีกต่อไป โทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นอาจบางเฉียบราววอลเปเปอร์ และอุปกรณ์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอาจบริหารจัดการตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของ ส่วนสมาร์ทโฟนในมือตอนนี้อาจถูกแทนที่ด้วยคอนแทคเลนส์หรือแว่นตาอัจฉริยะ ส่วนผู้ช่วยดิจิทัลอย่าง Siri กับ Alexa ก็คงสามารถใช้เป็นเพื่อนแก้เหงาไม่ต่างจากที่เห็นในภาพยนตร์เรื่อง Her และ Blade Runner 2049 นอกจากนี้ เราอาจไม่ต้องเสียเวลาเปิดแอพช็อปปิ้งอีกต่อไป เพราะ AI จะเรียนรู้ความต้องการของเรา และสั่งสินค้าจำเป็นให้โดยอัตโนมัติ การวินัจฉัยโรคจะมีความแม่นยำมากขึ้น เพราะคอมพิวเตอร์ได้รับการฝึกฝนจากการทบทวนข้อมูลทางการแพทย์นับล้านรายการ และโรงพยาบาลอาจสามารถ “พิมพ์” อวัยวะสำหรับคนไข้ได้โดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ ส่วนคนไข้ฉุกเฉินก็สามารถใช้บริการโรงพยาบาลได้ทุกที่ทั่วโลก เพราะข้อมูลคนไข้จะถูกโอนถ่ายอย่างรวดเร็วและปลอดภัยด้วยระบบบล็อกเชน

4

ขณะเดียวกันมนุษย์จะมีอายุไขยาวนานขึ้นจนทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องทบทวนระบบบำนาญและประกันสังคมขนานใหญ่ คนหนุ่มสาวทั่วโลกแต่งงานช้าและมีลูกน้อย เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนและรายได้ที่ไม่แน่นอน ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนถ่างกว้างกว่าเดิม และปัญหาสังคมมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เมื่อประชากรต่างอพยพมาหางานทำเมืองใหญ่ เพียงเพื่อต้องพบว่างานที่สามารถหาได้เป็นงานรายได้ต่ำ และอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ทุกเมื่อ หลายอาชีพอาจถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ ซึ่งสามารถทำงานได้หลายอย่างตั้งแต่ปั้นซูชิไปจนถึงเขียนข่าวลวงเพิ่มความสับสนให้สังคม แม้แต่อาชีพในแวดวงศิลปินก็อาจไปไม่รอด เพราะ AI จะสามารถเขียนเพลง และนักแสดงถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก โซเชียลมีเดียจะยังคงเป็นสื่อที่คน Gen Y Z และ Alpha เสพเป็นหลัก แต่มีแนวโน้มที่ผู้ใช้จะแตกกระจายเป็นก๊วนเล็ก ๆ ตามรายได้ ไลฟ์สไตล์ และความสนใจส่วนบุคคลมากขึ้น ทำให้โลกออนไลน์ที่เดิมถูกวาดฝันให้เป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของคนทั้งโลกและทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นนั้น กลายเป็นสังเวียนที่กลุ่มต่าง ๆ ใช้เป็นเวทีสาดวาทกรรมป้ายสีเข้าหากัน และแบ่งแยกเป็นพวกฉันกับพวกเธอ

เป็นอย่างไรบ้าง อนาคตที่ผมวาดเอาไว้ดูไม่สวยเลยใช่ไหมครับ แต่เชื่อไหมว่าเรามีวิธีรับมือกับมัน คอยติดตามได้ในบทความต่อ ๆ ไป ขอต้อนรับสู่ปี 2020 🙂