แอพที่ควรกำจัดในปี 2020

ในบทความก่อนหน้า ผมได้พูดถึงเทรนด์ปี 2020 ที่เทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหากเราไม่มีความตระหนักรู้มากพอ เทคโนโลยีก็อาจกลายเป็นผู้ควบคุมเรา เป็นผลให้พฤติกรรม สามัญสำนึก และระบบความคิดของเรากลายเป็นทาสของบริษัทไอทียักษใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่กระแส digital wellbeing หรือที่ผมชอบเรียกว่า การตระหนักรู้ทางดิจิทัล กลายมาเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่คาดว่าจะมาแรงในทศวรรษใหม่นี้

สมาร์ทโฟนคือหนึ่งในอุปกรณ์ดิจิทัลที่แพร่หลายที่สุดในประเทศไทย การสำรวจ Global Digital 2019 ที่จัดทำโดย We Are Social และ Hootsuite ระบุว่า ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 55 ล้านคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน ใช้เวลาบนโลกออนไลน์กว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน ใช้เวลาไปกับโซเชียลวันละ 3 ชั่วโมง แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ในสมาร์ทโฟนที่คนไทยถือนั้น มีแอพพลิเคชันเฉลี่ยคนละ 99 แอพ! (แต่ใช้จริงแค่ 38 แอพ) ซึ่งถือว่าเยอะกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ราว 60 – 90 แอพ (ข้อมูลจาก buildfire บริษัทรับพัฒนาแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน) จากตัวเลขดังกล่าวก็น่าจะพอให้เราเห็นตรงกันแล้วว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกำจัดแอพที่เขมือบเวลาอันมีค่าของเราเสียที

แอพที่ทำให้เราวิตกกังวล

2

ผมได้จัดหมวดหมู่แอพที่เราควรพิจารณาลบออกจากเครื่องออกเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือ แอพที่เราเปิดมาไรก็เห็นภาพ (ที่มักถูกจัดฉาก) ของบรรดาเพื่อน ๆ เซเลบ หรือ influencer บนโลกออนไลน์ ที่แสดงให้ผู้ติดตามเห็นว่าเขาหรือเธอช่างมีชีวิตที่ “สวยงาม เพอร์เฟ็ค หรูเลิศ” จนทำให้เราเผลอกดไลค์หรือมอบหัวใจ อันเป็นการส่งสัญญาณบอกอัลกอริธึมว่า “จงส่งภาพแบบนี้มาให้ฉันดูอีกเยอะ ๆ นะจ๊ะ” ปัจจุบันได้มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุตรงกันว่า การเสพความสมบูรณ์แบบของผู้อื่นด้านเดียวเช่นนี้ทำให้เราเกิดความรู้สึกตึงเครียด ไม่พอใจกับสิ่งที่มีหรือเป็นอยู่ และอาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย ซึ่งแอพที่เข้าหมวดนี้คือโซเชียลมีเดียทั้งหลายนั่นเอง

หลายคนอาจบ่นว่า “โอ้โฮ ให้ลบแอพทิ้งเลย มันจะหักดิบกันไปละมั้ง เพราะไหนจะต้องใช้ในการติดตามข้อมูลข่าวสารไม่ให้ตกเทรนด์อีก โน่นนี่นั่น ฯลฯ”  โอเคๆ ผมเข้าใจ เพราะผมก็ไม่สามารถทำใจลบแอพพวกนี้ทิ้งได้เหมือนกัน (ผ่าม!) แต่ทางออกที่ใช้คือ ผมได้เข้าตั้ง priority ในการมองเห็นบนฟีดข่าวให้กับเพจสำนักข่าวต่าง ๆ หรือเพจที่ผมชอบเข้าไปอ่านบทความเป็นอาหารสมองเป็นประจำ เพื่อให้คอนเทนท์ของเพจเหล่านี้ปรากฎเป็นลำดับแรก ๆ เมื่อเราเปิดเข้าไปดู เท่านี้เราก็สามารถใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์มากกว่าเดิมได้อย่างง่ายดาย หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ให้เข้าไปสร้างบัญชีใหม่ซึ่งไม่ต้องเป็นเพื่อนกับใครเลย แต่ให้ใช้บัญชีนี้ในการกดติดตามเพจต่าง ๆ เพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารเท่านั้น และใช้บัญชีนี้ในการล็อคอินเล่นโซเชียลบนมือถือ ส่วนบัญชีเดิมที่มีเพื่อนอยู่เป็นล้านแปดนั้นก็เก็บไว้ล็อคอินบนพีซีที่บ้าน เท่านี้ก็เป็นการจำกัดการใช้งานโซเชียลให้เหลือเท่าที่จำเป็นได้อีกวิธีหนึ่ง

แอพที่หละหลวมในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล

3

          การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลบนโลกออนไลน์ได้กลายมาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา เพราะข้อมูลดังกล่าวได้ถูกบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ใช้ในการหารายได้อย่างไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้งานอย่างเรานัก แม้ว่าจะทำให้เราสามารถใช้งานเว็บไซต์และแอพส่วนใหญ่ได้ฟรี แต่ก็ต้องแลกมากับการทนดูแบนเนอร์โฆษณาที่บางชิ้นมีขนาดใหญ่โตเสียจนบดบังเนื้อหาที่เราต้องการจะดูเสียหมด บางชิ้นก็ดูกลมกลืนไปกับเนื้อหาส่วนอื่นจนถูกมองว่าเป็น dark pattern ที่จงใจให้เราหลงผิดเผลอคลิกเข้าไป นี่ยังไม่นับกรณีที่บัญชีของเราโดนแฮ็คไปปล่อยตาม dark web เป็นผลให้เราต้องตามลบอีเมลขยะที่ถ่าโถมเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน

ผมคงไม่สามารถระบุเจาะจงไปได้ว่าแอพใดที่เข้าหมวดนี้ เพราะนับตั้งแต่ประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลกลายเป็นวาระระดับโลก ผู้พัฒนาต่างพากันปรับปรุงแอพของตนให้มีความรัดกุมมากขึ้น และเสี่ยงต่อการมีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลน้อยลง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านระวังแอพแปลก ๆ ที่มาจากผู้พัฒนาโนเนม และมีฟังชันที่เรามักคาดไม่ถึง เช่น แอพสลับหน้า แอพที่จะเปลี่ยนภาพเซลฟี่ให้ดูแก่ลง อะไรแบบนี้ และขอให้หมั่นติดตามข้อมูลข่าวสารเป็นประจำ เพราะหากมีแอพไม่หวังดีถูกดาวน์โหลดใช้งานแพร่หลายเมื่อไรต้องตกเป็นข่าวแน่นอน

แอพที่ล่อให้เราเสียเงิน

4

เงินทองเป็นของหายากไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยใด ยิ่งสภาพเศรษฐกิจที่ชวนให้วลีรัดเข็มขัดกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้ผู้พัฒนาแอพต่างต้องทำทุกวิถีทางในการดึงเงินออกมาจากกระเป๋าเราเพื่อความอยู่รอด (ของพวกเขาเอง) เรา ในฐานะผู้บริโภค ต้องมีความตระหนักรู้กลเม็ดร้อยเล่มเกวียนเพื่อที่จะรักษาประชากรเงินเอาไว้ให้นานที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของแอพประเภทนี้คือ เกม ซึ่งมักมีฟังชัน in-app purchase ล่อหลอกให้เรา (หรือลูกหลานของเรา) กดซื้อไอเท็มต่าง ๆ ซึ่งอาจมีราคาตั้งแต่ 30 ไปจนถึง 3,000 บาท มิหนำซ้ำ ฟังชันกดซื้อไอเท็มเหล่านี้มักออกแบบให้เราเผลอใจกดซื้อได้ง่าย ๆ ทางที่ดีคืออย่าไปผูกบัตรเครดิตเอาไว้กับบัญชีที่เราใช้เล่นเกมเหล่านี้จะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม

ส่วนแอพอีกประเภทหนึ่งที่เข้าข่ายก็คือแอพช็อปปิ้งทั้งหลาย ซึ่งพอกดเข้าไปก็มักจะถูกระดมยิงด้วยส่วนลดยั่วใจ ดีลพิเศษสำหรับคุณ ฯลฯ อะไรแบบนั้น ซึ่งมักทำให้เราหลวมตัวกดซื้อของไม่จำเป็นมากองที่บ้านเป็นประจำ หากห้ามใจไม่ได้ก็ลบแอพพวกนี้ทิ้งเสีย และเข้าใช้งานบนพีซีที่บ้านหรือในออฟฟิศแทน ซึ่งขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นนี้จะเป็นตัวช่วย “สะกิด” (nudge) ให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานไปโดยอัตโนมัติ

สรุป

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการใช้งานสมาร์ทโฟนสูงมาก ทำให้เราต้องหวนกลับมาพิจารณาพฤติกรรมการใช้งานของเราว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด บทความนี้ผมจึงได้พยายามจัดหมวดหมู่แอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่สมควรโดนลบทิ้ง หรืออย่างน้อยก็ถูกจำกัดการใช้งานลง เพื่อไม่ให้เราตกเป็นทาสของมันโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันทั้ง Google และ Apple ต่างพัฒนาฟังชัน Digital Wellbeing ที่ช่วยให้ผู้ใช้ตระหนักรู้ถึงพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของตน จำกัดเวลาการใช้งานแอพแต่ละตัว และคอยส่งสัญญาณเตือนสติให้เราไปทำอย่างอื่นนอกจากก้มหน้าเอานิ้วเขี่ยหน้าจอไปวัน ๆ แสดงให้เห็นว่าอาการเสพติดหน้าจอเป็นเรื่องจริงที่เราทุกคนควรตระหนักรู้ไว้