ลบ หลีก เลี่ยง : สามขั้นตอนง่าย ๆ เพื่อชีวิตดิจิทัลที่ดีขึ้น

สุขภาวะดิจิทัล หรือ Digital Wellness เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากขึ้น หลังจากที่อาการ “เสพติดดิจิทัล” ได้กลายเป็นปรากฎการณ์ที่เราพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟนขณะที่ครูกำลังสอนในห้อง คู่หนุ่มสาวที่ต่างก้มหน้าเล่นมือถือของตนขณะกำลังดินเนอร์ในร้านอาหาร หรือกระทั่งตัวเราเองที่ควักมือถือขึ้นมาปาดนิ้วบนหน้าจอไปมาอย่างไร้จุดหมายเมื่อรู้สึกเบื่อ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนทำให้มนุษย์เราห่างไกลกันมากกว่าที่เคย แม้ว่าผู้สรรค์สร้างเทคโนโลยีต่างวาดฝันไว้ว่านวัตกรรมที่พวกเขาคิดค้นจะทำให้เราเชื่อมโยงถึงกันได้สะดวกขึ้น

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการเสพติดดิจิทัลเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งก็เพราะการออกแบบโปรแกรมและแอพพลิเคชัน ซึ่งผู้พัฒนาตั้งใจให้ผู้ใช้เสพติดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เห็นได้จากการออกแบบ feed ของโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ที่แสดงผลเนื้อหาตามพฤติกรรมของผู้ใช้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับขนมหวานที่ถูกอกถูกใจตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อการเสพติดถูกออกแบบให้เป็นระบบเช่นนี้ การแก้ปัญหาดังกล่าวก็ต้องเป็นระบบด้วยเช่นกัน

ลบ แอพที่ขโมยเวลาทิ้งไปเสีย

2

ลำดับแรกเราต้องมีข้อมูลว่าในแต่ละวันเราใช้เวลาไปกับมือถือมากน้อยเพียงใด และกับแอพประเภทไหน โชคดีทีระบบปฏิบัติการใหม่บนสมาร์ทโฟนต่างมีฟังชันนี้ เช่น Screen Time บน iOS ที่ทุกเช้าวันอาทิตย์จะส่งรายงานสรุปว่าตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาเราใช้เวลาไปกับสมาร์ทโฟนมากน้อยเพียงใด และกับแอพประเภทใด และทำการเปรียบเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาให้เราเห็นอีกด้วย ฟังชันนี้จึงเป็นเหมือนกับกระจกที่สะท้อนพฤติกรรมการใช้งานของเราได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่ลดเวลาการใช้งานลงไปเสียดื้อ ๆ แต่ให้พิจารณาว่าการใช้งานของเรานั้นไปช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายของชีวิตใดที่เราตั้งไว้หรือไม่ หรือช่วยให้เราได้รับความรู้ หรือเปิดมุมมองทางความคิดได้มากขึ้นเพียงใด หรือพฤติกรรมการใช้งานของเราเป็นแต่เพียงนั่งเขี่ยนิ้วดูอัปเดตขีวิตของเพื่อนไปวัน ๆ เท่านั้น จากมุมมองนี้ จึงทำให้การใช้แท็บเล็ตนั่งอ่านหนังสือบนแอพ Kindle หรือหัดเขียนโค้ดบน Codecademy วันละหนึ่งถึงสองชั่วโมง ก็ไม่น่าจะใช่พฤติกรรมที่ควรจะหั่นลงมานักเมื่อเทียบกับการนั่งดูซีรีส์ยาว ๆ บน Netflix

เมื่อตระหนักได้ถึงพฤติกรรมการใช้งานของเราแล้ว ถัดไปจึงเป็นการลบแอพที่ไม่จำเป็นทิ้ ที่แนะนำคือแอพประเภทโซเชียลมีเดียที่มักออกแบบมาให้เราเกิดอาการเสพติดโดยไม่รู้ตัว หรือหากเห็นว่าเป็นการหักดิบเกินไปก็อาจเพียงเข้าไปปิดการแจ้งเตือนเพื่อป้องกันไม่ให้เราเสียสมาธิ แต่ถ้าจะเอาให้ง่ายกว่านั้นก็ปิดมือถือขณะทำงานไปซะเลย

หลีก ไปใช้แล็ปท็อปแทน

3

          แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้งานแอพบางตัวได้ เนื่องมาจากเหตุผลด้านการงาน หรือความสัมพันธ์ก็แล้วแต่ ทว่าเราสามารถหลีกมาใช้งานบนแล็ปท็อปแทน ซึ่งจะเป็นการบังคับเรากลาย ๆ ให้เรารู้จักใช้งานอยางถูกกาลเทศะและมีเป้าหมายมากขึ้น เพราะคงไม่มีใครลงทุนเปิดแล็ปท็อปเพื่อเช็คอินสตาแกรมขณะที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่กับแฟนหรอก ใช่ไหมครับ?

เพราะฉะนั้น หลังจากลบบรรดาแอพที่เขมือบเวลาอันมีค่าของเราออกจากมือถือแล้ว สิ่งที่ควรทำถัดไปคือ หมั่นสังเกตพฤติกรรมการใช้งานมือถือว่าหมดเวลาไปกับแอพอะไร โดยอาศัยรายงานจากฟังชัน Screen Time (กรณีเป็น iOS) เป็นข้อมูลประกอบ และพิจารณาว่าสามารถเปลี่ยนไปใช้งานบนแล็ปท็อปได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ให้ปฏิบัติตามนั้น เช่น การเช็คอีเมล การดูวิดีโอออนไลน์ การสร้างงานเอกสาร และการใช้โซเชียลมีเดียที่เราสามารถเปลี่ยนไปใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์บนแล็ปท็อปได้แทน เป็นต้น

สรุปข้อนี้ได้สั้น ๆ ก็คือ พยายามลด ละ เลิก พฤติกรรมการใช้งานบนมือถือให้เหลือน้อยที่สุด และเปลี่ยนไปใช้งานบนแล็ปท็อปแทนนั่นเอง

เลี่ยง การสิ้นเปลืองเวลาอย่างไร้จุดหมายด้วยส่วนขยายของ Chrome (Chrome Extension)

4

มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านน่าจะสังเกตเห็นรูปแบบที่จะช่วยปรับพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลของเราให้มีความเหมาะสมมากขึ้นแล้ว นั่นคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เราเข้าถึงบรรดาแอพต่าง ๆ ได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลบแอพทิ้งจากมือถือไปเลย เข้าไปปิดระบบแจ้งเตือน และเปลี่ยนมาใช้งานแอพเหล่านั้นผ่านเว็บเบราว์เซอร์บนแล็ปท็อปแทน ลำดับถัดไป จึงเป็นการจำกัดการใช้งานบนเบราว์เซอร์โดยใช้ส่วนขยายที่สามารถติดตั้งได้ฟรี (เพื่อความกระชับ ผมใช้ Chrome เป็นตัวอย่างนะครับ)

ส่วนขยายคือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเบราว์เซอร์ให้ทำงานได้หลากหลายขึ้น โดยส่วนขยายที่ช่วยให้เรามีสุขภาวะดิจิทัลที่ดีขึ้น เช่น Inbox When Ready for Gmail ซึ่งมีความสามารถกำหนดเวลาการเข้าเช็คอีเมลของเราได้ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เสพติดการเช็คอีเมลเป็นอย่างยิ่ง ส่วน ScrollStopper ก็เป็นส่วนขยายที่จะไปปิดฟังชัน infinite scrolling ที่ให้ผู้ใช้เลื่อนหน้าเว็บดูเนื้อหาถัดไปได้อย่างไม่รู้จบ ซึ่งมักใช้กับโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เป็นผลให้ผู้ใช้อย่างเราหมดเวลาไปโดยไม่รู้ตัว และ Text Mode ซึ่งเป็นส่วนขยายที่จะไปปรับหน้าเว็บให้แสดงผลได้เฉพาะตัวอักษร ปราศจากสิ่งรบกวนสายตาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ วิดีโอ หรือแอนิเมชันต่าง ๆ เหมาะสำหรับใช้อ่านเว็บข่าวหรือบทความอย่างยิ่ง

สรุป

การมีสุขภาวะดิจิทัลที่ดีมีด้วยกันหลายวิธี สิ่งที่ผมได้แนะนำไปคือวิธีการหนึ่ง โดยเป็นการปรับภาวะแวดล้อมการใช้งานดิจิทัลให้มีความเหมาะสม ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการเสพติดอุปกรณ์และสื่อดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เรามีเวลาที่จะไปทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อตนเองและสังคมได้มากขึ้น (ว่าไปนั่น …) สุดท้าย อย่าลืมแชร์เทคนิคเหล่านี้ให้คนที่คุณห่วงใยด้วยนะครับ 😊