Fake News: คิดก่อนเชื่อ ชัวร์ก่อนแชร์ เพราะข่าวลวงไม่มีวันตาย

ข่าวลวง หรือข้อมูลที่จงใจสร้างขึ้นมาโดยมีเนื้อหาบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง มีอยู่คู่สังคมมนุษย์มานานมากแล้ว แต่ก็ได้ถูกตรวจสอบและกลั่นกรองโดยสื่อมวลชนก่อนที่จะถูกเผยแพร่ไปสู่สาธารณะ แต่ในยุคอินเทอร์เน็ตที่ใคร ๆ ก็เป็นผู้ผลิตสื่อและส่งต่อไปยังบุคคลอื่นได้โดยง่ายและครั้งละมาก ๆ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น ทำให้ข่าวลวงได้กลายมาเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมให้ความสนใจและก่อให้เกิดการถกเถียงเพื่อช่วยกันหาทางป้องกันไม่ให้บุคคลทั่วไป ซึ่งรวมถึงบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ได้ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี และทำให้โลกออนไลน์กลายเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ขึ้น

ข่าวลวงคืออะไร?

2

ข่าวลวง (fake news) คือคำกว้าง ๆ ที่ใช้เรียกข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง แต่กลับได้รับการเผยแพร่ออกไปโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อเป้าประสงค์ร้ายบางอย่าง เช่น มุ่งโจมตีฝั่งตรงข้าม สร้างความแตกแยกในสังคม หรือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งนี้ ชุดข้อมูลที่ปรากฎในเนื้อหาอาจมีทั้งที่จริงและไม่จริงปนกันไป อาจมีลักษณะจบแพะชนแกะ หรือมีการแอบอ้างแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือจากผู้เขี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ แต่พบในภายหลังว่าได้มีการบิดเบือนข้อมูลจากแหล่งดังกล่าวโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตัวข่าวลวงเอง

ฟังดูสับสนใช่ไหมครับ? แค่นี้ยังไม่พอ เพราะยังมีข่าวสารอีกประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลที่จริงบ้างไม่จริงบ้างเช่นกัน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างความขบขัน” (satire) ให้กับผู้รับสาร ทำให้คนอ่านรู้สึกสนุกสนาน ตลก หรือคลายเครียด โดยมักปรากฏในรูปแบบการ์ตูน ภาพตัดต่อ หรือภาพวาดล้อเลียน ข่าวสารเหล่านี้ไม่จัดเป็นข่าวลวง เพราะมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อสร้างความสนุกสนาน และมักปรากฏอยู่บนพ้นที่เฉพาะที่มีการประกาศวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนบนสื่อต่าง ๆ เช่น ช่องขำขันบนหนังสือพิมพ์รายวัน เว็บข่าวเบาสมอง หรือเพจเฟซบุ๊กที่ผู้สร้างบอกว่าจัดทำขึ้นเพื่อความสนุกสนาน

อย่างไรก็ดี เราต้องไม่สับสนระหว่างข่าวลวงกับ “ความคิดเห็น” (opinion) โดยขณะที่ข่าวลวงถูกสร้างขึ้นโดยมีการบิดเบือนข้อมูลอย่างชัดเจน หรือไม่สามารถสืบค้นแหล่งข้อมูลได้ แต่ความคิดเห็นมักมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ มีการเล่าเรื่อง หรือลำดับเหตุการณ์อย่างสมเหตุสมผล และถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงความคิดเห็นจากมุมมองของผู้เขียนเท่านั้น ผู้รับสารจะปักใจเชื่ออยู่ไหม ก็อยู่ที่วิจารณญาณของผู้รับสารเอง

เช็คลิสต์ข่าวลวง ไม่ชัวร์อย่าแชร์

3

หากได้ลองสืบค้นบนอินเทอร์เน็ตจะพบรายการสิ่งที่ต้องทำเป็นจำนวนมากก่อนที่จะกดแชร์ข่าวที่เราได้รับบนโลกออนไลน์ อาทิ ตรวจสอบแหล่งที่มา ผู้เขียน วันที่เผยแพร่ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเทคนิคที่เป็นประโยชน์ แต่สำหรับบทความนี้ผมได้ขมวดเทคนิคเหล่านั้นแล้วนำมาจัดกลุ่มตามโมเดลการสื่อสารสุดคลาสสิคที่ชื่อ SMCR อันประกอบด้วย ผู้ส่งสาร (Sender) สาร (Message) ช่องทางสื่อสาร (Channel) และผู้รับสาร (Receiver) ซึ่งถูกคิดค้นโดย David Berlo เมื่อ ค.ศ. 1960 เพื่ออธิบายปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

เริ่มจากการวิเคราะห์ผู้ส่งสาร (Sender) เมื่อเราได้รับข้อมูลข่าวสารใด ๆ ก็ตามที่ถูกแชร์มา สิ่งแรกที่เราต้อง “เอ๊ะ” หรือตั้งข้อสังเกตก่อนเป็นอันดับแรกคือ ผู้ส่งสารเป็นใคร รวมทั้งอาจจะต้องเดาด้วยว่ามีวัตถุประสงค์อันใด ตั้งใจส่งมาป่วนเล่น ๆ เพื่อขำขัน หรือว่าจงใจสร้างความแตกแยกภายในกลุ่มหรือไม่ รวมถึงอาจจะต้องสืบสาวไปให้รู้เบื้องหลังเกี่ยวกับความคิด ความเชื่อ และทัศนคติที่ผู้ส่งสารมีต่อประเด็นหลักของสารที่ส่งมา เพื่อให้ทราบถึงสิ่งดลใจที่ทำให้เขาหรือเธอกดแชร์ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว

หากการวิเคราะห์ผู้ส่งสารยาก หรือใช้เวลานานเกินไป เราก็อาจมาดูที่ตัวสาร (Message) ประกอบกันไปด้วย โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ห้ามอ่านเพียงพาดหัวข่าวอย่างเดียว แต่ให้อ่านเนื้อหาข่าวอย่างตั้งใจ เพราะพาดหัวข่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเร้าอารมณ์ให้กดอ่านต่อไปเท่านั้น แต่รายละเอียดและแหล่งข้อมูลมักจะไปปรากฏในเนื้อหา เมื่อเข้ามาถึงส่วนเนื้อหาแล้ว เราก็ต้องตรวจสอบถึงแหล่งข้อมูลสนับสนุน ว่ามาจากแหล่งใด เชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าหากไม่แน่ใจจริง ๆ ก็อย่าเพิ่งไปกดแชร์ แต่ให้สืบค้นจากเว็บไซต์อื่นเพิ่มเติม หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย https://www.antifakenewscenter.com/ ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และร่วมด้วยช่วยกันแจ้งเบาะแสข่าวที่น่าสงสัย

แน่นอนว่าสิ่งที่มาพร้อมกับตัวสารก็คือช่องทางสื่อสาร (Channel) สำหรับบทความนี้ผมจะกล่าวถึงช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือเว็บไซต์ เพจเฟซบุ๊ก และไลน์ โดยมีจุดสังเกตที่สามารถตรวจสอบได้โดยง่ายคือมีการใช้คำแรง ๆ หรือใช้ภาพประกอบได้ไม่แนบเนียนหรือไม่ โดเมนเนมใช่ของเว็บไซต์นั้น ๆ จริงหรือไม่ มีโฆษณาล่อให้คลิกเต็มไปหมดหรือไม่ นอกจากนี้ ควรเข้าไปในส่วน “เกี่ยวกับ” (about us) เพื่อตรวจสอบเจ้าของเว็บไซต์หรือเพจนั้น ๆ ว่าเป็นใคร หรือเป็นตัวแทนจากกลุ่มองค์กรใด เพื่อที่เราจะได้คาดเดวัตถุประสงค์เบื้องหลังของการจัดทำข่าวได้ สำหรับในส่วนของไลน์และแอปพลิเคชันส่งข้อความอื่นนั้น หากได้รับข้อมูลที่มีเนื้อหาน่าสงสัย ก็ให้เราถามกลับไปยังคนที่แชร์ข้อมูลว่าได้รับมาจากแหล่งใด เพราะถึงแม้ในตัวเนื้อหาอาจปรากฎแหล่งที่มาจริง เช่น มาจากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ มาจากโพสต์ของนายแพทย์คนนั้น แต่เราก็ควรตรวจสอบสาวให้ลึกถึงแหล่งข้อมูลปฐมภูมิเพื่อความมั่นใจ และป้องกันการถูกแอบอ้าง

อันดับสุดท้ายคือผู้รับสาร (Receiver) ซึ่งก็คือตัวเราเองนั่นแหละที่ต้องตั้งสติให้มั่น เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารใดมาจากช่องทางไหนก็แล้วแต่ “อย่า เพิ่ง เชื่อ และ แชร์” แต่ให้ตรวจสอบองค์ประกอบทั้งสามที่กล่าวถึงไปข้างต้นแล้วเสียก่อน อีกทั้ง ต้องหมั่นรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากหลายช่องทาง เพื่อเป็นเครื่องมือและวิธีการในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่เราได้รับมาในแต่ละวัน ที่สำคัญ ต้องรู้จักตั้งคำถามกับประเด็นต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ปักใจเชื่ออะไรง่าย ๆ และเป็นเกราะคุ้มกันเราเองในยุคที่ข้อมูลไหลบ่าท่วมท้นเช่นทุกวันนี้ครับ

สรุป

4

ข่าวลวงเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่แพร่ขยายในวงกว้างสู่การรับรู้ของผู้คนได้อย่างรวดเร็วในยุคใคร ๆ ก็สามารถสร้างและแชร์เนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะเกิดความเข้าใจในผู้รับสารกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น แต่สามารถสร้างความแตกแยกในสังคมได้สำหรับประเด็นที่อ่อนไหวมาก การนำโมเดล SMCR มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของข่าวจึงเป็นวิธีการที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประยุกต์ใช้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแหล่งที่มาของข่าวก่อนที่จะกดแชร์ออกไป อีกทั้งยังเป็นการฝึก critical thinking ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 อีกด้วยครับ