Online Distraction: สูญสิ้นสมาธิ ทำงานให้ได้งานในยุคดิจิทัล

การทำงานในยุคปัจจุบันมีอินเทอร์เน็ตเป็นฟันเฟืองสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสืบค้นข้อมูล การติดต่อสื่อสาร และการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ยิ่งในตอนนี้ที่หลายหน่วยงานมีนโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน ก็ยิ่งทำให้เราต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตมากกว่าที่เคย

อย่างไรก็ดี การที่เราสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการบนโลกออนไลน์ได้อย่างง่ายดายทำให้เกิดปัญหาชวนปวดหัว คือ “การขาดสมาธิ” ทำงานที่อยู่ตรงหน้า เพราะเดี๋ยวสักพักไลน์เด้ง อีกสักพักแจ้งเตือนของ Facebook ก็โผล่มาให้เราเพิ่มคนนั้นคนนี้เป็นเพื่อน ประเดี๋ยวมือถือสั่นจาก Instagram ว่ามีคนให้หัวใจเราอีกแล้วนะ สนใจหน่อยสิ แบบนี้เป็นต้น ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมารผจญทำให้เราไม่สามารถสะสางงานที่ค้างไว้ได้สักที

ดังนั้น สำหรับบทความนี้ผมจะแนะนำแนวปฏิบัติ 3 ประการที่ผมได้ทดลองใช้กับตัวเองแล้ว พบว่ามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น สามารถบรรลุเป้าหมายการทำงานที่ตั้งไว้ได้สำเร็จ และรู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพจิตดีขึ้น เพราะไม่ต้องพะว้าพะวงกับงานที่ยังค้างคาอีกต่อไปครับ

กำหนดช่วงเวลา “ห้ามรบกวน”

2

แนวปฏิบัติแรกคือ การกำหนดเวลาห้ามรบกวน ซึ่งสิ่งที่ผมทำคือกำหนดเวลาทำงานสักประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยในห้วงเวลานี้ผมจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเดียวโดยหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมอย่างอื่นที่จะทำให้งานเสร็จช้าลง อาทิ การเข้าประชุม การโทรศัพท์ เช็คอีเมล ฯลฯ และหากเป็นไปได้ ก็จะปิดมือถือไปเลย เพื่อไม่ให้เสียสมาธิไปกับสารพันการแจ้งเตือนจากบรรดาแอปพลิเคชัน หรือการรับโทรศัพท์ที่ไม่จำเป็น หรือหากใครทำใจปิดเครื่องไม่ได้จริง ๆ ก็ใช้วิธีเปิดโหมด Do not Disturb (สำหรับ iOS) ซึ่งจะเป็นการปิดระบบแจ้งเตือนและระบบอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น การสั่น และสำหรับผู้ที่ทำงานในห้องส่วนตัวที่บ้าน ก็อาจหาป้าย “ห้ามรบกวน” แบบที่เราเห็นตามโรงแรม มาแขวนไว้หน้าประตูเพื่อเป็นการบอกคนอื่นให้รับรู้ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ใครที่คิดว่า 1-2 ชั่วโมงยาวเกินไป ก็อาจผ่อนเหลือเพียงครึ่งชั่วโมง หรือระยะเวลาอื่นตามสะดวก

นอกจากนี้ ผมมีเคล็ดลับที่ช่วยให้สามารถจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าได้ยาวนานขึ้นด้วย “กฎ 5 นาที” (5-minute rule) ซึ่งก็คือเมื่อใดก็ตามที่คิดว่าตัวเองกำลังจะหลุดสมาธิ ก็ให้ก้มหน้าทำต่อไปอีก 5 นาที วิธีนี้จะช่วยให้เรากลับมามีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้ต่อเนื่องมากขึ้น แล้วยังสามารถประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอย่างอื่นได้ด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย หรือการทำงานบ้าน เป็นต้น

เมื่อพ้นจากช่วงเวลาห้ามรบกวนนี้ไปแล้ว ก็อาจผ่อนคลายบ้าง เช่น ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย หาขนมทานไปเข้าห้องน้ำ ออกจากห้องไปคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือสมาชิกในบ้าน หรือเช็คโซเชียลมีเดียได้ไม่ว่ากัน

กำหนดกติกาการใช้งานโปรแกรมและแอปพลิเคชัน

3

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนยุคดิจิทัลใจร้อนและมีสมาธิสั้นลงคือ แอปพลิเคชันจากสมาร์ทโฟนที่พยายามเรียกร้องความสนใจเราอยู่ตลอดเวลา วิธีที่ผมใช้ในการจัดการปัญหาดังกล่าวคือ การปิดระบบแจ้งเตือน และเข้าไปเช็คความเคลื่อนไหวด้วยตัวเองเป็นระยะ ยกตัวอย่าง ผมกำหนดกติกากับตัวเองไว้ว่าจะเช็คอีเมลเฉพาะช่วงเบรคตอนเช้าสิบโมง และเบรกบ่ายตอนบ่ายสาม และจะเช็ค Facebook กับ Instagram เฉพาะช่วงเช้าก่อนเริ่มงาน ช่วงพักทานข้าวกลางวัน และช่วงเย็นก่อนกลับบ้าน และจะเข้าไปอ่านจดหมายข่าวที่สมัครไว้กับสำนักข่าวออนไลน์ต่าง ๆ เฉพาะช่วงเช้าตรู่ก่อนออกจากบ้าน เท่านั้น วิธีการนี้จะเป็นการตีกรอบพฤติกรรมเสพติดโลกออนไลน์ของเราให้อยู่กับร่องกับรอยและเป็นระบบมากขึ้น คาดเดาได้ และหากสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องก็จะกลายเป็นพฤติกรรมติดตัวไปในที่สุด

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้อ่านหนังสือของ Carl Newport ที่ชื่อ Digital Minimalism ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบทหนึ่งของหนังสือได้แนะนำให้เลิกใช้งานเครื่องมือดิจิทัลที่ไม่ได้สำคัญต่อการทำงานทุก 30 วัน เช่น เกม หรือโซเชียลมีเดียทั้งหลาย และใช้ช่วงเวลานี้ในการทบทวนตัวเอง และตั้งเป้าหมายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือเรื่องส่วนตัวอื่น แล้วจึงค่อยกลับไปใช้งานเครื่องมือดิจิทัลที่ทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้เท่านั้น เหมือนกับเป็นการถอยหลังกลับมาตั้งสติเพื่อเดินหน้าต่อพร้อมเครื่องไม้เครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายนั่นเอง

อยู่แบบแอนะล็อกบ้าง

4

          ชีวิตดิจิทัลมีข้อดีคือ รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และมีความหลากหลาย แต่ข้อดีเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นข้อเสียได้ เพราะอาจทำให้เราประสบภาวะข้อมูลท่วมท้น กลายเป็นคนจับจด หรือกลายเป็นคุณชายช่างเลือก (ที่ตัดสินใจไม่ได้สักที เพราะตัวเลือกเยอะแยะไปหมด) วิธีที่ผมใช้แก้ปมดังกล่าวคือ หากิจกรรมที่เป็นแอนะล็อกจับต้องได้ทำ ซึ่งกิจกรรมที่ผมเลือกคือ การอ่านหนังสือ เพราะชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคิดว่าการผละจากหน้าจอเหลี่ยม ๆ มาจับหนังสือที่เป็นกระดาษนั้นทำให้ตนเองมีสมาธิมากขึ้น และรู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่หันไปมองตู้หนังสือในห้องแล้วพบหนังสือเล่มโปรดของตนเองเรียงอย่างสวยงาน และไปโม้กับคนอื่นได้ว่า ข้าไม่ได้อ่านหนังสือปีละแปดบรรทัดนะ (โว้ย!)

แน่นอนครับว่าท่านผู้อ่านสามารถเลือกกิจกรรมแอนะล็อกอื่นได้ตามถนัด ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี ทำอาหาร งานหัตถกรรม ทำสวนเล็ก ๆ หลังบ้าน หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ช่วยผละเราจากโลกดิจิทัลมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น นอกจากจะทำให้เรามีทักษะที่หลากหลายมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเป็นการฝึกสมาธิ เรียกสติ พร้อมรับมือกับงานบนโลกดิจิทัลได้ดีขึ้นอีกด้วย

สรุป

          การทำงานในยุคดิจิทัลมีส่วนทำให้เราเป็นคนสมาธิสั้น เนื่องจากมักจะมีสิ่งรบกวนตลอดเวลา ทางแก้ไขคือการสร้างพื้นที่และการกำหนดกติกาที่จะช่วยให้เรามีสมาธิกับงานตรงหน้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเวลาการใช้งานโซเชียลมีเดีย การสร้างเวลาและสถานที่ทำงานซึ่งปราศจากการรบกวนจากภายนอก และสุดท้ายคือ การให้เวลากับตัวเองได้อยู่กับสิ่งที่ชอบในโลกออฟไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มไฟในการทำงานและดึงสมาธิที่มักหลุดลอยหายไปให้กลับคืนมาครับ