Loneliness: ความเหงา และเทคโนโลยี

            วิกฤต Covid-19 ก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่หลายกิจการต้องปิดตัวลงชั่วคราวเนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์ และด้านสังคม ที่เราทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการการรักษาระห่าง (Social Distancing) เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส แม้ว่าภาครัฐจะได้ออกหลายมาตรการและแนวทางเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ แต่ผลกระทบด้านสังคมนั้นเราต่างต้องพยายามเยียวยาตนเอง หลังจากที่ต้องอยู่บ้านและไม่ได้ออกไปพบปะสังสรรค์กันพักใหญ่ ซึ่งขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมอย่างยิ่ง

            เหตุดังกล่าวทำให้บางฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลว่า อาจมีคนไทยที่ป่วยเป็นภาวะซึมเศร้ามากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจาก “ความเหงา” ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยการดำรงชีวิตและสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างฉับพลัน โดยผลสำรวจล่าสุดของมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2562 พบว่า ประเทศไทยมีคนเหงามากถึงราว 26 ล้านคน ซึ่งเป็นการสำรวจก่อนจะมี Covid-19 ระบาด เมื่อรวมกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะงักงันและการที่เราไม่สามารถประกอบกิจกรรมใด ๆ ร่วมกันได้แล้ว อาจไม่ใช่เรื่องแปลกหากตัวเลขในปีนี้จะเพิ่มมากขึ้น

            เมื่อต้องอยู่บ้าน หลายคนเลือกที่จะหาทางออกด้วยการหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน Tik-Tok ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงล็อคดาวน์ หรือดูซีรีส์ผ่าน Netflix จนผู้ให้บริการต้องหั่นคุณภาพของวิดีโอลงเพื่อให้สามารถรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้ แต่คำถามคือ นั่นคือการใช้เทคโนโลยีพิฆาตความเหงาที่ถูกต้องแล้วหรือ? ผมจะอภิปรายให้เห็นภาพในบทความนี้ครับ

ถอดรหัสความเหงา ต้นเหตุของภาวะซึมเศร้า

          เคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่า เมื่อเรากำลังพูดคุยหรือทำกิจกรรมกับคนรู้ใจสักคน เราจะมีความรู้สึกพึงพอใจและมีความสุข ทางการแพทย์พบว่าสมองส่วน Ventral striatum ซึ่งมีหน้าที่ให้รางวัลต่อสิ่งเร้าที่เผชิญอยู่ จะถูกกระตุ้น ทำให้เราเกิดความรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้รับผลตอบแทนทั้งในรูปแบบตัวเงินและการให้รางวัลทางสังคม

            ในทางตรงข้าม เมื่อเราเกิดรู้สึกเหงาหรือได้รับการปฏิเสธ ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือสารความเครียดออกมา ซึ่งส่งผลลบต่อทั้งร่างกายและจิตใจทำให้ภูมิคุ้มกันทางร่างกายบกพร่อง อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวเรื้อรัง ไขข้อตามร่างกายอักเสบ ไปจนถึงอาการร้ายแรงต่าง ๆ อย่าง โรคปลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจ และโรคอัลไซเมอร์

นอกจากผลกระทบทางร่างกายแล้ว ทางการแพทย์ยังพบว่า หากปล่อยให้ “ความเหงา” เข้าครอบงำจิตใจมากเกินไป อาจส่งผลต่อระบบความจำ ทำให้สมาธิสั้น การทำงานบกพร่อง และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง ซึ่งการที่เราไม่ได้แลกเปลี่ยนความเห็นหรือระบายอารมณ์ความรู้กับคนอื่นนี่แหละครับที่ทำให้เรายิ่งรู้สึกแย่ลงเรื่อย ๆ มองเห็นทุกสิ่งที่เข้ามาเป็นปัญหาและอุปสรรค เริ่มทำร้ายตัวเอง และสุดท้ายอาจลงเอยที่การฆ่าตัวตาย

โลกออนไลน์คือคำตอบ?

          ปัจจุบันเรามักแสวงหาทางออกราคาถูกด้วยการพุ่งเข้าหาโซเชียลมีเดียและใช้นิ้วเลื่อนขึ้นลงคลายเหงาทั้งวันทั้งคืน แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันได้ตระหนักคือการกระทำเยี่ยงนี้มีแต่จะทำให้อาการเหงายิ่งเลวร้ายลง

            นั่นเป็นเพราะว่า ความสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียเป็นความสัมพันธ์แบบผิวเผินผ่านการแสดงออกทางตัวอักษร อิโมจิ กับสติ๊กเกอร์เท่านั้น และไม่มีการสื่อสารผ่านอวัจนภาษาแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็น การแสดงท่าทาง การแสดงออกทางดวงตา รอยยิ้ม ฯลฯ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่สมองใช้ในการประมวลผลระหว่างที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โซเชียลมีเดียจึงกลายมาเป็นเหมือนกับโฆษณาที่กระตุ้นความอยากและความไม่พึงพอใจ ทำให้ต้องมีการแสดงตัวตน ต้องเป็นแบบที่เพื่อนเป็นให้ได้ และทำให้คนที่มีจิตใจอ่อนแออยู่แล้วไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้อื่น และพึงพอใจที่จะอยู่หลังหน้าจอต่อไป ซึ่งยิ่งจะทำให้อาการเหงาเลวร้ายลงไปอีก

            ดังนั้น ทางออกที่เหมาะสมในเบื้องต้น คือต้องลดการเสพโซเชียลมีเดียให้เหลือเท่าที่จำเป็น เช่น ติดตามข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ติดตามความเคลื่อนไหวในกลุ่มสังคมที่ตัวเองเป็นสมาชิก และพยายามอย่านำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะไม่มีใครที่จะเหมือนกับคนอื่นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ใช้เทคโนโลยีพิชิตความเหงา

            อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือเราไม่อาจตัดขาดจากโซเชียลมีเดียไปได้เลยเสียทั้งหมด ดังนั้น นอกจากจะลดปริมาณการใช้งานให้เหลือที่เท่าจำเป็นแล้ว เราควรนำนวัตกรรมอื่นมาใช้ประกอบด้วย เพื่อให้กลายมาเป็นเครื่องมือสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ทรงพลังมากขึ้น

            ยกตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) มาใช้ในการสื่อสาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่มีมิติและสมจริงมากกว่าการใช้ตัวอักษรและภาพนิ่ง นอกจากนี้ การเข้าร่วมกิจกรรมในโลกเสมือนอย่าง Minecraft หรือการทำกิจกรรมร่วมกันผ่านแอปพลิเคชัน Zoom ที่เราสามารถเห็นหน้าค่าตาผู้อื่น และสามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยคลายความเหงาได้

            อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มจะมีบทบาทคลายความเหงาให้กับเราได้ในอนาคตคือ “หุ่นยนต์” โดยได้มีการศึกษาผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ ที่ผู้วิจัยได้ทดลองนำหุ่นแมวน้ำที่ชื่อ Paro ไปให้ทดลองเล่น ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มดังกล่าวรู้สึกเหงาน้อยลงเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทดลองใช้งาน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มดังกล่าวยังชอบการมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่น Paro มากกว่าสุนัขเลี้ยง และยังชอบสนทนาเกี่ยวกับเจ้าหุ่น Paro มากกว่าหัวข้อที่เกี่ยวกับสุนัขเสียด้วยซ้ำ

            ดังนั้น เมื่อวิทยาการทางสมองและด้านหุ่นยนต์ได้รับการพัฒนามากขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจสามารถสนทนากับผู้ช่วยดิจิทัลที่สามารถวิเคราะห์สุขภาพจิตของเรา สามารถให้คำแนะนำ รวมถึงส่งการแจ้งเตือนไปยังสถานพยาบาลใกล้ ๆ เมื่อสุขภาพจิตเราเข้าขั้นวิกฤตและสุ่มเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตาย ซึ่งจะเป็นการช่วยชีวิตมนุษย์ได้อีกมาก

สรุป

            ความเหงา คืออาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อาการจะร้ายแรงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ สภาพแวดล้อม และความเข้มแข็งทางจิตใจ แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นทางออกราคาถูกสำหรับคนที่ต้องการคลายเหงา แต่หากใช้งานไม่ถูกต้องก็อาจทำให้อาการแย่ลงได้ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาให้สามารถยกระดับการติดต่อสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ให้มีความสมจริงและผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงหุ่นยนต์ที่มีแนวโน้มกลายมาเป็นเพื่อนคลายเหงาให้กับเราได้ในอนาคต

            แต่ระหว่างนี้ ขอให้ลดการใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง และหันมาทำกิจกรรมร่วมกันผ่านช่องทางออนไลน์กันให้มากขึ้นแทนนะครับ