Social Media: คิดใหม่ ทำใหม่

          โซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เพราะไม่เคยมีมาก่อนที่เราจะสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเพื่อนฝูง แบรนด์ที่ชอบ และดาราที่เราชื่นชมได้ทุกที่ทุกเวลา โซเชียลมีเดียได้กลายมาเป็นพื้นที่สำหรับปัจเจกในการแสดงความคิดเห็น บ่มเพาะแนวคิดใหม่ และก่อให้เกิด influencer และเน็ตไอดอลมากมายนับไม่ถ้วน อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดช่องทางการค้าขายใหม่ ๆ ผ่านกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน ไปจนถึงการไลฟ์ขายสินค้าอันเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

            อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานับเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพราะยูโทเปียบนโลกออนไลน์ดังกล่าวได้กลายมาเป็นสถานที่แสดงความเห็นที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (hate speech) ใส่ร้ายป้ายโคลนให้กับบุคคลเห็นต่างโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ฟังชั่นไลฟ์ได้กลายมาเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพถ่ายทอดสดการกระทำผิดกฎหมายอย่างอุกอาจ เป็นสถานที่สำหรับปล่อยข่าวลวง (fake news) และมิหนำซ้ำ งานวิจัยหลายชิ้นต่างยืนยัน ว่าการเสพโซเชียลมีเดียอย่างไม่ยั้งคิดเป็นสาเหตุให้เราจิตตก เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำชีวิตเราไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น นอกจากนี้ ผู้ให้บริการยังละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ด้วยการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปขายต่อยังมือที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาต

            เหตุเหล่านี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวาดแนวคิดโซเชียลมีเดียแนวใหม่ที่จะแก้ไขจุดด้อยของโซเชียลมีเดียปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการไม่ราย ซึ่งผมได้รวบรวมมาและขมวดได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

โซเชียลมีเดียที่ไม่แสวงผลกำไร

            แม้ว่าเราจะสามารถใช้โซเชียลมีเดียได้ฟรี แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือการสูญเสียข้อมูลบุคคลที่ผู้ให้บริการรวบรวม แล้วเสนอขายให้กับแบรนด์สินค้าต่าง ๆ เพื่อแลกกับรายได้ ผลเสียที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งานก็คือ โฆษณาที่ตามระรานเราไปทุกที่ นอกจากนี้ เรายังไม่มีทางรู้เลยว่าข้อมูลส่วนตัวจะไปตกอยู่ในมือใคร หรือถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง

            ดังนั้น จึงได้มีผู้เสนอแนวคิดโซเชียลมีเดียที่ไม่แสวงผลกำไร โดยจะเป็นโซเชียลมีเดียที่กำกับดูแลโดยชุมชนผู้ใช้งาน มีการออกเบี้ย หรือโทเคนที่ทำงานบนบล็อกเชน ซึ่งจะถูกใช้แทนเสียงเพื่อลงคะแนนตัดสินใจในการเพิ่ม/ลดคุณสมบัติและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม สำหรับเนื้อหานั้นก็จะถูกตรวจสอบโดยอาสาสมัคร หรืออาจแลกกับผลตอบแทนในรูปแบบโทเคนที่กล่าวไป ผลก็คือชุมชนผู้ใช้งานก็จะได้โซเชียลมีเดียที่มีจิตวิญญาณความเป็นสาธารณะอย่างแท้จริง และไม่ได้ถูกควบคุมโดยอำนาจของทุนแต่เพียงอย่างเดียว

            อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียในฝันดังกล่าวต้องเผชิญกับคู่แข่งที่แสวงผลกำไรอยู่ดี เพราะใช่ว่าผู้ใช้งานทุกคนจะมีความสนใจในประเด็นการละเมิดข้อมูลส่วนตัว และใช้งานเพียงเพราะเพื่อน ๆ หรือดาราที่ชอบใช้งานแพลตฟอร์มเท่านั้น เมื่อขาด network effect เช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่าโซเชียลมีเดียแนวใหม่ดังกล่าวก็อาจไม่มีวันได้รับความนิยมเลยก็เป็นได้

โซเชียลมีเดียที่กำกับดูแลมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์

            โซเชียลมีเดียที่เราใช้งานทุกวันนี้มีการนำอัลกอริทึมมาใช้ในการบริหารจัดการเนื้อหาและการแสดงผลไม่มากก็น้อย ระบบอัตโนมัติดังกล่าวมีหน้าที่จับตาพฤติกรรมการใช้งานของเรา คอยดูว่าเราชอบเนื้อหาประเภทใด มีเพื่อนประเภทไหน และกระทั่งมีอาชีพแบบใด แล้วจัดแจงป้อน หรือแนะนำเนื้อหาที่วิเคราะห์แล้วว่าน่าจะตรงกับความสนใจของเรา แต่โชคร้ายหน่อยที่ระบบเช่นนี้มีประสิทธิภาพต่ำในการแยกข่าวลวงออกจากข้อเท็จจริง มีโอกาสที่จะโน้มเอียง (bias) ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานพลาดเนื้อหาสำคัญที่อยู่นอกเหนือความสนใจได้

            เพราะฉะนั้น จะไม่ดีกว่าหรือหากในอนาคตเราจะมีโซเชียลมีเดียที่บริหารจัดการเนื้อหาโดยมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยมนุษย์กลุ่มนี้จะประกอบไปด้วยกลุ่มคนจากทุกภาคส่วน มีหน้าที่วิเคราะห์และจัดสรรเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าถูกต้อง เชื่อถือได้ และมีความหลากหลายเพียงพอที่จะไม่ทำให้ผู้ใช้งานอยู่ในโลกความสนใจแคบ ๆ ของตน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีผู้พยายาม “โกง” (game) อัลกอริทึมเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องได้อีกด้วย

            แต่ก็เช่นเดียวกับระบบอื่นที่อาศัยมนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก และอาจโน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง หรือมองข้ามเนื้อหาสำคัญที่สติปัญญาคาดไม่ถึง นอกจากนี้ การปราศจากอัลกอริทึมช่วยคัดกรองเนื้อหาก็อาจทำให้เราย้อนกลับไปสู่โซเชียลมีเดียยุคแรกที่มีการจัดแสดงเนื้อหาจากหลังเลื่อนไปลงหน้า ซึ่งอาจทำให้เราพลาดข่าวสารสำคัญได้

โซเชียลมีเดียที่จำกัดการเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน

            โซเชียลมีเดียในปัจจุบันอยู่ได้เพราะการสูบข้อมูล โดยแลกกับการแสดงผลโฆษณาที่ระบบคิดว่าตรงกับความสนใจของผู้ใช้ และความสามารถในการใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้ว่าสิ่งที่เราจะได้รับกลับมาจะเป็นโฆษณาหรือเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่โดนใจเรานี่ล่ะที่ทำให้เกิดการเสพติดโซเชียลมีเดียได้โดยไม่รู้ตัว

            เพราะฉะนั้น คงจะดีไม่น้อยหากจะมีโซเชียลมีเดียที่ให้ความเคารพต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน มีการร้องขอข้อมูลส่วนตัวเท่าที่จำเป็น ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ว่าจะสามารถให้ข้อมูลส่วนตัวใดก็ได้ และสามารถตรวจสอบการเดินทางของข้อมูลว่าได้ตกไปอยู่ในมือใครบ้าง และเรียกคืนได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

            อย่างไรก็ดี โซเชียลมีเดียที่สามารถดึงข้อมูลผู้ใช้ไปได้อย่างจำกัด ก็อาจสามารถสร้างรายได้อย่างจำกัดเช่นกัน ประกอบกับการที่ต้องว่าจ้างแรงงานมนุษย์เพื่อมาดูแลระบบก็อาจทำให้ต้นทุนดำเนินการสูงขึ้น และเมื่อผลกำไรไม่เป็นที่น่าดึงดูดก็ย่อมจะต้องเกิดการแข่งขันน้อยและเกิดนวัตกรรมน้อยลงไปด้วย นอกเสียจากจะใช้วิธีเรียกเก็บเงินค่าบริการจากผู้ใช้ ซึ่งนับจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีโซเชียลมีเดียชนิดเสียตังค์ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ในวงกว้างสักรายเดียว

สรุป

            โซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีทั้งคุณและโทษ ทำให้เกิดแนวคิดโซเชียลมีเดียวิถีใหม่ที่เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มากขึ้น การนำมนุษย์มาเป็นผู้กำกับดูแลเนื้อหาเพื่อให้มีความหลากหลายและไม่ตกหลุมพรางของข่าวลวง แต่ความท้าทายคือต้นทุนดำเนินการของโซเชียลมีเดียใหม่เหล่านี้จะสูงมาก ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการไม่ได้รับความนิยม สูญสลายหายไปในที่สุด นอกเสียจากว่าจะเป็นโซเชียลมีเดียหัวแหลมที่ออกแบบมาเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเราก็ต้องติดตามกันต่อไปครับว่าจะมีรายใดที่ประสบความสำเร็จบ้าง