การกำกับดูแลอุตสาหกรรมเทคโนโลยี : ความท้าทายใหม่ที่ภาครัฐต้องเผชิญ

ย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปี ที่แล้ว อุตสาหกรรมเทคโนโลยียังมีขนาดเล็กและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้างเท่าปัจจุบัน Microsoft เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน และ Windows ก็ยังเป็นเพียงระบบปฏิบัติการที่ใช้กันอยู่ไม่กี่องค์กร เมื่อกลางทศวรรษที่ 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่ Netscape เปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์นั้น โลกยังมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเพียง 100 ล้านเครื่อง และส่วนใหญ่ก็อยู่ตามสำนักงานมากกว่าอยู่ในบ้าน ทว่า ปัจจุบัน ประชากรกว่า 4 พันล้านคน เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน และประชากรวัยผู้ใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว กว่าร้อยละ 90 สามารถเชื่อมต่อและใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์

            แน่นอนว่า เมื่อมนุษย์เชื่อมต่อเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ก็มักจะนำคนไม่ดีเข้ามาด้วยเช่นกัน ปัจจุบันข่าวชวนให้หดหู่ทั้งหลายล้วนมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสาด hate speech เข้าใส่กันบนห้องสนทนาออนไลน์ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านโปรแกรมบนสมาร์ทโฟน การใช้โปรแกรมตัดต่อภาพคนมีชื่อเสียงเพื่อสร้างความเสื่อมเสีย การถ่ายทอดสดวิดีโอที่มีเนื้อหาล่อแหลมบนโซเชียลมีเดีย ฯลฯ ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนนำเรามาสู่คำถามใหญ่กว่า ควรจะต้องมีการออกกฎหมายควบคุมบริษัทที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้หรือไม่?

ระเบียบคือทางออก?

          อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน และตลาดเงินตลาดทุน ล้วนมีกฎหมายและระเบียบกำกับดูแลทั้งสิ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภค แน่นอนว่าแต่ละอุตสาหกรรมล้วนมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไป จึงทำให้การออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลา ยกตัวอย่าง ในประเทศไทย พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ให้อำนาจรัฐในการกำกับดูแลตลาดทุน เพิ่งประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2535 ขณะที่ตลาดทุนไทยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนับสิบปี (แม้ว่าในตอนนั้นจะมีกฎหมายอื่นกำกับดูแลอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม) ดังนั้น กระบวนการที่ใช้เวลาจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนกฎหมายอาจวิ่งตามไม่ทัน

            นอกจากนั้น คุณลักษณะหนึ่งที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นก็คือ ความสามารถในการเข้าถึงและนำไปใช้โดยผู้บริโภค ซึ่งสามารถทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ทำให้แอปพลิเคชันตัวหนึ่งสามารถได้รับความนิยมไปทั่วโลก ข้ามผ่านพรมแดนในโลกจริง และสามารถเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกได้ในโลกเสมือน เช่นนี้แล้ว เราจะใช้หลักเกณฑ์อะไรมากำกับดูแลซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันเหล่านี้ เมื่อระเบียบ กฎหมาย และวัฒนธรรมของประเทศหนึ่ง อาจไม่เป็นที่ยอมรับโดยประชาชนของอีกประเทศหนึ่ง การแบนอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐสามารถนำมาใช้ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว รัฐไม่มีวันที่จะแบนแอปพลิเคชันเจ๋ง ๆ ที่ประชาชนนิยมใช้กันได้ทุกตัว และต้องไม่ลืมว่า การแบนคือค่าเสียโอกาส เพราะจะไปปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่อาจสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้

            ความซับซ้อนของเทคโนโลยีดิจิทัลยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสิ่งที่อุตสาหกรรมนี้ทำได้โด่นเด่นคือ ความสามารถในการสร้าง Network Effect หรือการขยายเครือข่ายผู้ใช้งานด้วยกันเอง ประมาณว่า ฉันใช้แอปนี้เพราะเพื่อนฉันใช้ และขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ จึงยากที่จะกล่าวว่า การที่ Facebook ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก เป็นเพราะ Facebook ผูกขาดเครือข่ายสังคมออนไลน์ ด้วยการเข้าซื้อ Instagram กับ WhatsApp หรือเป็นเพราะว่าผู้ใช้ยินยอมสมัครเป็นสาวก เพราะว่ามีเพื่อน ๆ ใช้งานอยู่ก่อนแล้วกันแน่ เช่นเดียวกับ Microsoft ที่ยากจะบอกว่าบริษัทผู้ขาด Windows กับ Office หรือเป็นเพราะว่าผู้คนเลือกใช้ เพราะซอฟต์แวร์ทั้งสองสามารถตอบโจทย์การใช้งาน สามารถเซฟไฟล์ไปเปิดทำงานต่อที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้กันแน่

การกระจายศูนย์ (decentralization) ทางออกใหม่ที่เป็นไปได้

            เหตุผลหนึ่งที่ปัจจุบันได้มีเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคือ อำนาจที่รวมศูนย์อยู่ที่บริษัทผู้ให้บริการแต่เพียงผู้เดียว เพราะหากว่าเกิดมีการเปลี่ยนนโยบายอย่างฉับพลัน ก็อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้งานที่ไม่มีทางเลือก แต่อีกทางออกหนึ่งคือ การเปลี่ยนมาใช้บริการที่มีลักษณะกระจายศูนย์ที่อำนาจควบคุมไม่ได้อยู่ที่องค์กรกลางเพียงแห่งเดียว แต่กระจายอยู่ไปทั่วในหมู่ผู้ใช้และอาสาสมัครที่คอยรักษาและพัฒนาระบบให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง

            ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะกระจายศูนย์คือ Bitcoin ซึ่งมี node หรือเครือข่ายย่อยกระจายอยู่ทั่วโลก ทำหน้าที่ยืนยันธุรกรรมที่เกิดขึ้นและเป็นระบบสำรองยามที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งล่ม ส่วนมูลค่าของ Bitcoin ก็ขึ้นลงตามความต้องการของตลาด กิจกรรมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารกลางหรือองค์กรกำกับดูแลใด ๆ และนอกจาก Bitcoin แล้ว ก็ยังมีปรากฎการณ์ DeFi (Decentralized Finance) เกิดขึ้น โดยเป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาพัฒนาบริการทางการเงิน เพื่อเป็นทางเลือกแทนที่สถาบันการเงินในรูปแบบเดิม

            แน่นอนว่า สิ่งใดที่ไม่มีการควบคุมจากส่วนกลางย่อมมีลักษณะ “ปรุงไม่สุก” (half-baked) อยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานที่อาจยุ่งยากสำหรับผู้ไม่คุ้นเคย การรองรับปริมาณผู้ใช้งานมาก ๆ ที่ยังทำได้ไม่ดีนัก ตลอดจนมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่อาจไม่ครอบคลุม ความเสี่ยงเหล่านี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เพราะเมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่ม ปัญหาก็ย่อมต้องถูกรายงานและได้รับการแก้ไขโดยผู้ใช้งานของชุมชนนั้น ซึ่งก็จะนำไปสู่ระบบที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น ยกตัวอย่าง หลายคนคงเคยได้ยิน Encarta ซึ่งเป็นสารานุกรมดิจิทัลที่ได้รับความนิยมช่วงหนึ่ง เพราะมีความน่าเชื่อถือ ข้อมูลได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ และสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ ต่างจาก Wikipedia ซึ่งในสมัยแรก ๆ ใช้งานลำบาก ข้อมูลก็ไม่สามารถเชื่อถือได้เสมอไป เพราะใคร ๆ ก็สามารถเข้าไปแก้ไขได้ แต่ด้วยความที่มีลักษณะกระจายศูนย์ และการกำกับดูแลกันเองที่ดีภายในชุมชน ก็ทำให้ปัจจุบัน Wikipedia กลายเป็นฐานข้อมูลที่มีปริมาณข้อมูลมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก กลายเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่มีผู้คนเข้าไปค้นหาข้อมูลมากที่สุด ส่วน Encarta นั้น ได้ปิดให้บริการไปตั้งแต่ ค.ศ. 2009 แล้วครับ

สรุป

            สิ่งที่ผมได้พยายามนำเสนอในบทความนี้คือ การกำกับดูแลที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การออกกฎหมาย แต่เป็นการสร้างพื้นที่และบรรยากาศอันเหมาะสมต่อการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ให้เข้ามาเป็นทางเลือก แล้วจึงให้ตลาด หรือผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดเอาเองว่า เทคโนโลยีใหม่ดังกล่าวจะอยู่หรือไป ซึ่งเทคโนโลยีการกระจายศูนย์นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการกระจายอำนาจแก่ผู้ใช้โดยแท้จริง แม้ว่าอาจจะมีอุปสรรคบ้างในเบื้องต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปและชุมชนมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ปัญหาก็ย่อมจะได้รับการแก้ไขด้วยความร่วมมือของคนในชุมชนไปได้เองครับ